[B.A.P Fic] The way we are
posted on 12 May 2012 18:29 by ohseungor in BAPTitle: The way we are
Status :: Oneshot, Short fiction
Author: Ohseungor*
Genre: Fan Fiction,Yaoi, AU, Fluff♥
Pairing :: Bang yongguk x Choi junhong
Rate: PG-13
Author's note: ใสใส อิอิอิอิอิิอิอิอิอิอิอิอิอิ ♥♥
Other B.A.P fiction: B.A.P Fiction list
Status :: Oneshot, Short fiction
Author: Ohseungor*
Genre: Fan Fiction,Yaoi, AU, Fluff♥
Pairing :: Bang yongguk x Choi junhong
Rate: PG-13
Author's note: ใสใส อิอิอิอิอิิอิอิอิอิอิอิอิอิ ♥♥
Other B.A.P fiction: B.A.P Fiction list

The way we are,,
ต้องทำยังไง
ต้องทำอย่างไร
ถึงจะโตเป็นผู้ใหญ่
เพื่อแบ่งเบาความทุกข์ของคุณได้บ้าง
.
.
“우리 B.A.P Yes sir!”
ประโยคสุดท้ายดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่เด็กหนุ่มทั้งหกจะยืนโค้งให้บรรดาทีมงานทุกสารทิศรอบตัว พลางก้าวขาเดินตรงไปยังห้องพักศิลปิน หลังจากการอัดวีทีอาร์โปรโมทซิงเกิ้ลเพลงใหม่ล่าสุดได้เสร็จสิ้นไป
ร่างสูงโปร่งของน้องคนสุดท้องเดินรั้งท้าย ดวงตาเรียวจ้องมองแขนซ้ายที่ทิ้งตัวแนบร่างกายของคนข้างหน้า สภาพแขนข้างนึงนิ่งเหมือนแข็งเป็นหิน กับอีกข้างที่เคลื่อนไหวแทบตลอดเวลา มันทำให้คนมองรู้สึกแปลกๆ จนชเวจุนฮงต้องถอนหายใจ แล้วเร่งฝีเท้าไปเดินตีคู่พี่คนโตที่รั้งตำแหน่งหัวหน้าวงด้วยความรวดเร็ว
"ฮยอง..."
"หื้อ...ว่าไง!?"
รอยยิ้มกว้างที่เห็นเป็นประจำปรากฏบนใบหน้า ก่อนบังยงกุกจะไปหัวเราะร่วมวงกับคนอื่นเพราะการแสดงเลียนแบบท่าทางดาราตลก ของคิมฮิมชาน หลังจากนั้นถึงได้หันกลับมาสนใจคนที่เดินอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังขมวดคิ้วพร้อมเม้มปากจนลักยิ้มขึ้นที่ข้างแก้ม
ไม่มีการพูดอะไรต่อจากคนที่เรียกเขาด้วยเสียงอ่อยๆ บังยงกุกเลิกคิ้วและเริ่มชะลอการเดินของตัวเองลง จนเขาและจุนฮงทิ้งระยะห่างการกลุ่มสมาชิกคนอื่นมามากในระดับหนึ่ง ตาคมเหลือบมองใบหน้าใสๆ ของเด็กหนุ่มวัยสิบหกแล้วกลั้นยิ้ม เพราะชเวจุนฮงตอนนี้ดูจริงจังกับการเดินมองปลายเท้า พลางแอบเหล่มาทางเขาเหมือนกำลังชั่งใจกับอะไรบางอย่าง
"เป็นอะไรไป?" เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมเอ่ยปาก เขาเลยต้องจี้ถาม เพราะมีบ่อยครั้งที่น้องเล็กสุดมีเรื่องสงสัย แต่ก็เกิดไม่กล้าจะถามคนอื่นๆ เสียอย่างงั้น ...ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าตัวมันเขิน หรือเกรงใจ หรือมีเหตุผลอะไรอื่นกันแน่ "มันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกันส่วนตัวหรือไง เจลโล่?"
ชเวจุนฮงส่ายหน้าช้าๆ กับคำถาม พลางกะพริบตาปริบๆ ขณะจ้องมองสวนกลับมาสบตาด้วย พร้อมกับที่ริมฝีปากสีอ่อนนั้นเอ่ยเรียกเสียงอีกฝ่ายแผ่วเบา "ฮยอง..."
"หื้ม?" บังยงกุกเลิกคิ้วอีกครั้ง
และก็เหมือนเดิม เมื่อเขาได้ยินเสียงเรียกแต่ไม่พูดอะไรต่อของอีกฝ่าย
แต่ถัดจากนั้นไม่ถึงนาที สายตาก็เป็นอันต้องตวัดลงมองแขนซ้ายของตัวเอง ซึ่งตอนนี้กำลังถูกจุนฮงจับเอาไว้หลวมๆ อย่างระมัดระวัง พร้อมด้วยสีหน้ายุ่งๆ ที่แสดงความห่วงใยจนต้องอมยิ้ม
"คิดจะทำอะไร..."
"มันยังโอเคดีใช่ไหมอะฮยอง...!?" ชเวจุนฮงไม่ได้ตอบคำถามบังยงกุก ตรงข้าม...เด็กหนุ่มกลับเลือกที่จะสวนคำถามใส่อีกฝ่ายโดยไม่สนใจอะไรเสียด้วยซ้ำ
ดวงตาเรียวสบตายงกุก โดยมือนุ่มนิ่มยังคงไล่แตะไปตามเรียวแขนที่ถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยเฝือกแข็ง ซึ่งอำพรางมาอย่างแนบเนียนด้วยการพันผ้าสีเข้มทับอีกที ก่อนริมฝีปากอิ่มจะเม้มเข้าหากันในเวลาถัดมา เพราะไม่ได้รับคำตอบออกจากปากของคู่สนทนาเสียที
"ฮยอง..." จุนฮงส่งเสียงเตือนขุ่นๆ อีกครั้ง จนอีกฝ่ายกลั้นยิ้ม
อาจเพราะรู้สึกชอบใจล่ะมั้ง เวลาที่โดนจุนฮงเรียกด้วยเสียงอ้อนๆ ในทีแรก ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเสียงเข้มๆ ประกอบการทำตาขวาง ยามเจ้าตัวไม่พอใจอะไรขึ้นมา มันก็เลยอดที่จะแกล้งเอาไม่ได้จริงๆ เด็กอะไร...ขี้เอาแต่ใจชะมัดยาด
"ให้ตอบ...ไม่ได้ให้มองหน้าสักหน่อยนะ" คนพูดหรี่ตาลงอย่างเคืองๆ ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะจากคนฟังพร้อมคำตอบ
"ก็โอเคดี...สบายมาก ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า!"
"อ่อ...อือ" ชเวจุนฮงผงกหัวพร้อมตอบรับสั้นๆ
เด็กหนุ่มค่อยๆ ปล่อยแขนของบังยงกุกให้ลงไปแนบข้างตัวอย่างช้าๆ พร้อมเก็บความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจ แม้ว่าใบหน้าจะเปื้อนรอยยิ้มจนข้างแก้มขึ้นลักยิ้มเล็กๆ ทั้งสองข้าง
ประตูห้องพักศิลปินถูกผลักด้วยมือข้างที่เป็นปกติ ...ก่อนร่างของหัวหน้าวงจะมายืนขวางบานพับเอาไว้ เพื่อรอให้คนที่เดินตามหลังก้าวผ่านไป ถึงจะได้ขยับจากตำแหน่งเดิม
จุนฮงหันกลับมาเหลือบมองหน้ายงกุกเล็กน้อย แล้วก็ต้องแอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เรียวขายาวก้าวลงไปนั่งข้างจงออบที่กำลังฟุบหน้าตัวเองไปกับโต๊ะอย่างเงียบๆ พลางใช้สายตาจดจ้องไปยังพี่คนโต ที่เดินไปเตะขาเก้าอี้คิมฮิมชานก่อนคลี่ยิ้ม บางๆ
ไม่ต้องเป็นห่วง
ประโยคนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในสมอง จนชเวจุนฮงต้องย่นจมูกด้วยความที่ใจมันนึกหมั่นไส้คนพูดอยู่ตงิดๆ ก็ดูเอาเหอะ ขนาดเรื่องเปิดประตูเมื่อครู่ เขายังถูกคนที่เดินตามหลังไม่กี่เก้าชิงผลักประตูตัดหน้าเลยด้วยซ้ำ
ถ้าให้จุนฮงคิด...เขาก็คิดเอาเองว่าบังยงกุกที่เห็นอยู่ในตอนนี้ กำลังพยายามทำตัวให้เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อที่ทุกคนจะได้เลิกเป็นห่วง เลิกกังวลแล้วลืมเรื่องแขนที่บาดเจ็บข้างนั้นไปเสีย
ซึ่งเขาเอง...ก็อาจจะคิดเหมือนที่อีกฝ่ายต้องการให้เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน หากไม่ได้ทันเห็นสีหน้าเป็นกังวลของยงกุกฮยองยามมองไปที่แขนซ้าย ไม่ว่าจะเป็นก่อนขึ้นไลฟ์หรือตามรายการสัมภาษณ์ ซึ่งต้องเอาแขนหลบกล้องไว้ข้างหลังสมาชิกคนอื่น ไม่ก็ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งที่เห็นแขนได้ไม่ชัด
ความอ่อนแอที่ไม่ยอมเผยให้ใครเห็น เพราะคำว่าหัวหน้า เพราะคำว่าพี่คนโต หรือเพราะความคาดหวังจากทุกคน อาจจะเป็นตัวผลักดันอันนำมาถึงสาเหตุให้ฮยองของจุนฮงรู้สึกไม่อยากกลายเป็นภาระถ่วงคนอื่น จวบจนเป็นที่สงสารของใครๆ
แล้วแบบนี้...ชเวจุนฮงจะช่วยอะไรบังยงกุกได้บ้าง...
ในเมื่อเจ้าตัวไม่เรียกร้องแถมทำท่าจะปฏิเสธการช่วยเหลือทุกรูปแบบอย่างนี้
ยิ่งคิดยิ่งอ่อนใจ
เพราะงั้นมักเน่ตัวสูงของวงถึงได้นอนหมอบลงกับโต๊ะข้างๆ จงออบอยู่แบบนั้น จนกระทั่งถึงเวลาต้องออกไปแสดงด้านนอกถึงได้ยุติเรื่องราวเหล่านั้นให้ค้างไว้ในสมอง
.
.
"ฮยอง!...โทรศัพท์ดังตั้งนานแล้วแน่ะ"
เสียงยูยองแจหันมองเจ้าของโทรศัพท์ที่ยังนั่งนิ่งเฉยอยู่กับสมุดจดเล่มเล็ก ราวกับไม่ได้ยินเสียงดนตรีที่ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาต้องเอ่ยปากทักพร้อมชี้นิ้วลงไปที่ต้นตอซึ่งสั่นเอาเป็นเอาตายอยู่บนโต๊ะ
"อืม"
คำตอบรับสั้นๆ พร้อมการลุกมาคว้าโทรศัพท์ที่อยู่หน้า แล้วเดินออกไปยังห้องสตูดิโออีกห้อง ดึงความสนใจจากคนที่นั่งหน้าสลอนอยู่ในระแวกนั้น ทั้งยูยองแจที่เผลอสบตากับมุนจงออบอย่างงงๆ รวมถึงการที่คิมฮิมชานส่ายหน้าปฏิเสธแบบผู้ไม่ออกความคิดเห็น
"ฉันนึกว่าฮยองจงใจไม่รับซะอีก"
"อ้าว...นั่นสายจากแม่ฮยองไม่ใช่ไง?" เสียงยูยองแจเอ่ยถามซึ่งคนถูกถามย้อนกลับอย่างจองแดฮยอนก็ทำแค่ไหวไหล่เป็นคำตอบ
"ช่างเถอะๆ อาบน้ำดีกว่าว่ะ ยงกุกไปโทรศัพท์ งั้นฉันลัดคิวหมอนั่นก็แล้วกัน" คนพูดขยี้เส้นผมสีดำสนิทของตัวเองเหมือนไม่ยี่หระอะไร พลางลุกออกไปโดยทิ้งแก้วน้ำคาไว้บนโต๊ะ...เดือดร้อนจงออบที่จะต้องเดินไปฉวยมาวางไว้ในอ่างล้างจานตามปกติ
"คิวต่อจากฮิมชานฮยองเป็นใครวะ?"
"ยังต้องถาม? ฉันแก่กว่านายนะเว่ยยูยองแจ มันก็ต้องไล่ตามศักดิ์อยู่แล้ว!" เสียงแดฮยอนเหวขึ้น และหลังจากนั้นไอ้สองว๊อยซ์เริ่มก็ส่งเสียงโวยวายไม่ยอมแพ้ จนจงออบต้องเดินเลี่ยงไปยังมุมสงบ อันเรียกอีกอย่างได้ว่ามุมล้างจานทั้งที่เพิ่งจะเดินกลับออกมาได้ไม่ถึงสองนาที
ชเวจุนฮงกวาดตามองคนที่แก่กว่าเขาเกือบปีก้าวเข้ามาในห้องครัว ซึ่งจงออบหันมายิ้มแหยๆ ให้ แล้วส่งสัญญาณไปถึงด้านนอกพลางส่ายหน้าตบท้าย จนจุนฮงขำ...เด็กหนุ่มไหวไหล่ให้จงออบแบบปลงๆ เช่นกัน ก่อนยกแก้วน้ำในมือเพื่อดื่มน้ำสามอึกสุดท้ายลงท้องแล้วค่อยผละจากการยืนพิงตู้เย็น เป็นการวางแก้วลงที่อ่างแล้วส่งยิ้มหวาน
"ฝากด้วยนะจงออบ~"
"เออๆ วางไว้เหอะ"
ใบหน้าใสฉีกยิ้มอีกครั้ง นี่ถ้าจงออบไม่ใช่ผู้ชาย เขาคงได้หอมแก้มขอบคุณไปแล้ว เพราะว่าจงออบน่ะใจดีโคตรๆ แม้จะแอบกวนตีนไปบ้างเวลาที่ถือไพ่เหนือกว่าก็ตามที (แต่จุนฮงคิดว่าเขาก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน เพราะงั้น...จงออบก็ยังใจดีมากอยู่ดีในสายตาเขา)
ขายาวๆ ก้าวผ่านสมาชิกสองคนซึ่งเข่นเขี้ยวหมายจะกระโดดกัดหัวอีกฝ่าย (ถ้าทำได้) ตอนแรกจุนฮงคิดว่าเขาจะเข้าไปกลิ้งบนเตียงจงออบที่อยู่ชั้นล่างเพื่อรอเวลาอาบน้ำ แต่คิดไปคิดมา...สองขามันกลับพาร่างสูงๆ ของเขาตรงดิ่งมายังห้องสตูดิโอที่ใครบางคนลุกหายเข้ามาในนี้เป็นเวลาหลายนาทีแล้ว
"ครับ...ผมไม่เป็นไรจริงๆ อีกอย่างมันก็ใกล้หายแล้วด้วย"
เสียงเล็ดลอดดังออกมา ทำเอาบุคคลที่กำลังจะเอื้อมมือผลักบานประตูเข้าไปหยุดชะงักพร้อมเปลี่ยนแผนเป็นการพิงแผ่นหลังเข้ากับผนังข้างประตูนั่นแทน
เสียงพูดของแดฮยอนเมื่อก่อนหน้ายังฝังอยู่ในหัว จุนฮงที่ยืนอยู่ตรงตู้เย็นนั้นรับรู้และเห็นทุกการกระทำของทุกคนที่อยู่ด้านนอก ไม่เว้นกระทั่งปฏิกิริยาครั้งแรกของบังยงกุกที่ได้ยินเสียงริงโทนโทรศัพท์ตัวเองหรือจะเป็นตอนที่อีกฝ่ายยอมลุกขึ้นมาคว้าโทรศัพท์ด้วยท่าทางจำใจและสีหน้าบ่งบอกอาการไม่สบอารมณ์ ตอนยูยองแจร้องทัก
จริงๆ จุนฮงเองก็ไม่รู้ว่ายงกุกฮยองมีปัญหาอะไรอยู่
แม้ว่าเขาจะพอรู้เรื่องที่บ้านของบังยงกุกมาบ้าง แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าแท้จริงมันจะเป็นอย่างที่เข้าใจหรือเปล่า และยิ่งได้ไปแอบเห็นหน้าจอโทรศัพท์ของอีกฝ่าย ซึ่งมักโชว์แต่มิสคอลของคนในครอบครัวตระกูลบังเสมอๆ ด้วยแล้ว
เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจ
"เฮ้อ..." เสียงถอนหายใจจากข้างในไม่ดังมาก แต่ก็ดังพอให้คนที่พิงผนังอยู่ข้างนอกได้ยิน
ร่างสูงโปร่งสูดลมหายใจเข้าปอดตัวเองลึกๆ ก่อนดันประตูห้องสตูดิโอเข้าไปพบหัวหน้าวงที่กำลังนั่งลากนิ้ว บนหน้าจอไอแพดส่วนรวมตรงโต๊ะมุมห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"อ้าว...ไม่ไปอาบน้ำเหรอไง" เสียงแหบต่ำเอ่ยทักผู้มาใหม่อย่างสดชื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งชเวจุนฮงส่ายหัวแล้วก้าวไปยืนพิงหลังตรงผนังข้างเก้าอี้ของคนถาม พลางเลิกคิ้วน้อยๆ
"คิวฮิมชานฮยองอยู่อะ"
"อ้อ..." บังยงกุกครางรับเสียงต่ำเช่นเดิม
"แล้วฮยองล่ะทำอะไร"
"เรื่อยเปื่อย"
"อ้อ..." จุนฮงเลียนคำพร้อมทำเสียงสูง จนบังยงกุกต้องเดาะลิ้นแล้วฉีกยิ้มขำ
บทสนทนาจบลงพร้อมเสียงพลิกหน้าสมุดโน้ตเพื่อการจดบันทึก ดวงตาเรียวจ้องมองการกระทำของหัวหน้าวงด้วยความสนใจ ก่อนจะพบว่ามันเป็นการจดบันทึกความผิดพลาดของการแสดงวันนี้ที่จุนฮงคิดว่าบังยงกุกคงจะต้องเอามาพูดในเช้าวันพรุ่งนี้เพื่อปรับปรุงการแสดงของพวกเขาให้ดีขึ้นไปอีก
หน้าจอไอแพดสว่างขึ้นอีกครั้งด้วยฝีมือชเวจุนฮง การฆ่าเวลาในห้องเงียบที่เขาพอนึกออกคือเกมส์ แต่ไปๆ มาๆ นิ้วกลับเลื่อนไปจิ้มที่ไอค่อนนกสีฟ้าซึ่งมีชื่อของบังยงกุกล็อคอินค้างไว้
เอาจริงๆ ชเวจุนฮงคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนชอบสอดรู้เรื่องของชาวบ้านนักหรอกนะ ...เพียงแต่ถ้าจำไม่ผิด คนที่ใช้ทวิตเตอร์เป็นคนสุดท้ายคือยูยองแจชัดๆ แล้วชื่อที่เขากำลังอ่านออกเสียงอยู่ในใจ มันคือยูยองแจตรงไหนไม่ทราบ? ก็นี่มันบังยงกุก! ...บีเอพี บังยงกุกชัดๆ แสดงว่าไอ้คนที่นั่งอยู่ข้างหน้านี่ต้องล็อกอินเข้าไปพิมพ์อะไรทิ้งไว้แหงๆ เลยว่าไหม!?
และด้วยความที่จุนฮงคิดว่าตัวเองไม่ได้ชอบสอดรู้เท่าไหร่...
ชเวจุนฮงเลยจัดการล็อคเอ้าท์แอคเค้าท์ของบังยงกุก ก่อนจะล็อคอินแอคเค้าท์ของตัวเอง เพื่ออ่านสิ่งที่บังยงกุกพิมพ์ทิ้งเอาไว้แทน
방용국 @BAP_Bangyongguk
임금님 귀는 당나귀 귀
เรียวคิ้วจุนฮงขมวดมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ พลางเงยหน้ามองยงกุกที่กำลังเพลินกับการเคาะดินสอลงโต๊ะเป็นจังหวะอะไรบางอย่าง สลับการจดบันทึกลงสมุด
สายตากวาดมองที่ประโยคนั่นอีกครั้งพร้อมเม้มปาก จริงอยู่ที่จุนฮงเคยได้ยินนิทานเรื่องพระราชาหูลากับคนสนิทและก็คนตัดฟืน แต่ที่ไม่เข้าใจคือ บังยงกุกพิมพ์ถึงเรื่องนี้เพราะอยากจะสื่ออะไรออกมาต่างหาก ครั้นจะถาม มันก็ไม่ใช่เรื่อง เขาเลยต้องถอนหายใจกับตัวเองไปเรื่อยๆ พลางออกจากทวิตเตอร์แล้วปิดหน้าจอเสีย
"ฮยอง..."
"หืม!?"
"ฮยองเหนื่อยมั่งหรือเปล่า" เสียงคำถามเรียบๆ ของชเวจุนฮงทำให้มือที่กำลังเขียนอยู่หยุดชะงัก ยงกุกหันหน้าไปหาคนถามพร้อมฉีกยิ้มกว้างด้วยท่าทางที่คนมองอยู่ขอพูดตรงๆ เลยว่า บังยงกุกกำลังทำหน้าเป็นแสร้งไม่เข้าใจคำถามตอบกลับมา
"เหนื่อย!?...หมายถึงยังไงเนี่ย"
"ทุกเรื่องน่ะ ทุกเรื่องที่กำลังเจออยู่...ถามจริงๆ เหอะ เหนื่อยไหม!?"
ร่างสูงโปร่งยกมือขึ้นกอดออกพลางเม้มปากรอคำตอบ โดยที่บังยงกุกได้แต่ฉีกยิ้มบางพลางวางดินสอคั่นกลางสมุด แล้วหมุนเก้าอี้มาเผชิญหน้าตรงๆ กับคนถามที่เริ่มตีหน้ายุ่งอีกครั้ง
"ตอบว่าไม่เหนื่อย เดี๋ยวคนแถวนี้แม่งก็คงหาว่าโกหก" แหงล่ะ! (จุนฮงแอบแสดงความเห็นอยู่ในใจ) "งั้นตอบว่าเหนื่อยแต่...สบายมาก! แค่นี้โอเคหรือยัง?"
"ก็...โอเคมั้ง" จุนฮงตอบสั้นๆ แล้วยักไหล่ แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่ารอยยิ้มบางๆ ที่บังยงกุกยิ้มออกมามันดูอ่อนล้า จนไม่สอดคล้องกับคำว่า 'สบายมาก' อย่างที่พูดก็ตามเถอะ
แต่ทำไงได้...นี่น่ะบังยงกุกเชียวนะ ถ้าทุกคนยังไม่รู้จักผู้ชายหัวแข็งและปากแข็งประจำวงเราแล้วล่ะก็...ชเวจุนฮงจะขอแนะนำบังยงกุกให้รู้จักเดี๋ยวนี้เลยด้วยความยินดี
"นี่ฮยอง..."
"อือ..."
"กอดกันมั้ย!?" จุนฮงถามหน้าซื่อเสียงใสจนยงกุกต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง "คือเวลาเหนื่อยมากๆ ผมชอบให้แม่กอดนะ... ลองดูมั้ยฮยอง มากอดกัน"
ความเงียบดูครอบคลุมไปทั่วห้อง เมื่อคนหนึ่งรอคำตอบ แต่อีกคนกลับทำเพียงแค่มองหน้าเด็กรุ่นน้องด้วยท่าทีนิ่งๆ ...และจะให้ทำตัวยังไงต่อเล่า ในเมื่อ ณ ขณะนี้จุนฮงเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองปล่อยมุขแป้กออกไปโต้งๆ พาลให้เกิดความเกร็งจนเหน็บชาแทบจะกินหน้าเขาไปทั้งหน้า
แล้วจากตอนที่พูดไปแบบไม่รู้สึกอะไรในตอนแรก พอโดนจ้องแล้วไม่พูดอะไรต่ออย่างนี้ ประกอบกับการที่เขาไปทบทวนถึงสิ่งที่พูดออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า จุนฮงก็ชักเริ่มคิดได้ว่ามันคงฟังประหลาดพอดู...ฉะนั้นการหาเรื่องชิ่งออกจากบรรยากาศน่าอึดอัด เลยเป็นสิ่งแรกที่ชเวจุนฮงคิดขึ้นมาได้
"เอ่อฮยอง...ถ้าฟังดูประหลาดก็ลืมๆ มันไปเหอะ ป่านนี้คิวใครอาบน้ำแล้วก็ไม่รู้ ขอไปดูกะ..." เสียงพูดแก้ตัวจางหายไปกะทันหัน กระทั่งร่างสูงโปร่งที่กะชิ่งหนีจากบริเวณนี้ก็หยุดชะงัก เมื่อเขาถูกอีกฝ่ายคว้าไว้พลางดึงเข้าหา ก่อนที่แขนข้างเดิมจะละจากข้อมือเพื่อเปลี่ยนมาโอบเอวเอาไว้หลวมๆ โดยที่ไม่มีคำพูดอะไรออกมาให้ได้ยินสักนิด
"ฮยอง..."
จุนฮงเรียกยงกุกเสียงแผ่ว มือไม้ตัวเองทั้งสองข้างรู้สึกเกะกะพิกล เพราะไม่รู้จะวางมันได้ตรงไหน...สภาพเขาเลยดูเหมือนเสาอะไรสักอย่างที่ยืนทื่อให้อีกฝ่ายกอดเอาไว้เสียอย่างงั้น
"นี่...แม่นายยืนตัวแข็งแบบนี้เหมือนกันหรือยังไง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแซวจนจุนฮงต้องนิ่วหน้าทำปากยื่นทั้งๆ ที่หัวใจมันกำลังเต้นแรง
เขากัดริมฝีปากล่างของตัวเองเบาๆ เมื่อรับรู้ถึงแรงการกอดรัดของบังยงกุกซึ่งเพิ่มมากขึ้น มือที่ตอนแรกไม่รู้จะทำยังไง ก็เคลื่อนมาวางอยู่บนแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่าย พลางขยับเบียดตัวให้แนบชิดเข้าไปอีก แม้ว่าความรู้สึกเกร็งจะยังมีเหลืออยู่นิดหน่อย
ต้องทำยังไง
ต้องทำอย่างไร
ถึงจะโตเป็นผู้ใหญ่
เพื่อแบ่งเบาความทุกข์ของคุณได้บ้าง
.
.
“우리 B.A.P Yes sir!”
ประโยคสุดท้ายดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่เด็กหนุ่มทั้งหกจะยืนโค้งให้บรรดาทีมงานทุกสารทิศรอบตัว พลางก้าวขาเดินตรงไปยังห้องพักศิลปิน หลังจากการอัดวีทีอาร์โปรโมทซิงเกิ้ลเพลงใหม่ล่าสุดได้เสร็จสิ้นไป
ร่างสูงโปร่งของน้องคนสุดท้องเดินรั้งท้าย ดวงตาเรียวจ้องมองแขนซ้ายที่ทิ้งตัวแนบร่างกายของคนข้างหน้า สภาพแขนข้างนึงนิ่งเหมือนแข็งเป็นหิน กับอีกข้างที่เคลื่อนไหวแทบตลอดเวลา มันทำให้คนมองรู้สึกแปลกๆ จนชเวจุนฮงต้องถอนหายใจ แล้วเร่งฝีเท้าไปเดินตีคู่พี่คนโตที่รั้งตำแหน่งหัวหน้าวงด้วยความรวดเร็ว
"ฮยอง..."
"หื้อ...ว่าไง!?"
รอยยิ้มกว้างที่เห็นเป็นประจำปรากฏบนใบหน้า ก่อนบังยงกุกจะไปหัวเราะร่วมวงกับคนอื่นเพราะการแสดงเลียนแบบท่าทางดาราตลก ของคิมฮิมชาน หลังจากนั้นถึงได้หันกลับมาสนใจคนที่เดินอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังขมวดคิ้วพร้อมเม้มปากจนลักยิ้มขึ้นที่ข้างแก้ม
ไม่มีการพูดอะไรต่อจากคนที่เรียกเขาด้วยเสียงอ่อยๆ บังยงกุกเลิกคิ้วและเริ่มชะลอการเดินของตัวเองลง จนเขาและจุนฮงทิ้งระยะห่างการกลุ่มสมาชิกคนอื่นมามากในระดับหนึ่ง ตาคมเหลือบมองใบหน้าใสๆ ของเด็กหนุ่มวัยสิบหกแล้วกลั้นยิ้ม เพราะชเวจุนฮงตอนนี้ดูจริงจังกับการเดินมองปลายเท้า พลางแอบเหล่มาทางเขาเหมือนกำลังชั่งใจกับอะไรบางอย่าง
"เป็นอะไรไป?" เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมเอ่ยปาก เขาเลยต้องจี้ถาม เพราะมีบ่อยครั้งที่น้องเล็กสุดมีเรื่องสงสัย แต่ก็เกิดไม่กล้าจะถามคนอื่นๆ เสียอย่างงั้น ...ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าตัวมันเขิน หรือเกรงใจ หรือมีเหตุผลอะไรอื่นกันแน่ "มันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกันส่วนตัวหรือไง เจลโล่?"
ชเวจุนฮงส่ายหน้าช้าๆ กับคำถาม พลางกะพริบตาปริบๆ ขณะจ้องมองสวนกลับมาสบตาด้วย พร้อมกับที่ริมฝีปากสีอ่อนนั้นเอ่ยเรียกเสียงอีกฝ่ายแผ่วเบา "ฮยอง..."
"หื้ม?" บังยงกุกเลิกคิ้วอีกครั้ง
และก็เหมือนเดิม เมื่อเขาได้ยินเสียงเรียกแต่ไม่พูดอะไรต่อของอีกฝ่าย
แต่ถัดจากนั้นไม่ถึงนาที สายตาก็เป็นอันต้องตวัดลงมองแขนซ้ายของตัวเอง ซึ่งตอนนี้กำลังถูกจุนฮงจับเอาไว้หลวมๆ อย่างระมัดระวัง พร้อมด้วยสีหน้ายุ่งๆ ที่แสดงความห่วงใยจนต้องอมยิ้ม
"คิดจะทำอะไร..."
"มันยังโอเคดีใช่ไหมอะฮยอง...!?" ชเวจุนฮงไม่ได้ตอบคำถามบังยงกุก ตรงข้าม...เด็กหนุ่มกลับเลือกที่จะสวนคำถามใส่อีกฝ่ายโดยไม่สนใจอะไรเสียด้วยซ้ำ
ดวงตาเรียวสบตายงกุก โดยมือนุ่มนิ่มยังคงไล่แตะไปตามเรียวแขนที่ถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยเฝือกแข็ง ซึ่งอำพรางมาอย่างแนบเนียนด้วยการพันผ้าสีเข้มทับอีกที ก่อนริมฝีปากอิ่มจะเม้มเข้าหากันในเวลาถัดมา เพราะไม่ได้รับคำตอบออกจากปากของคู่สนทนาเสียที
"ฮยอง..." จุนฮงส่งเสียงเตือนขุ่นๆ อีกครั้ง จนอีกฝ่ายกลั้นยิ้ม
อาจเพราะรู้สึกชอบใจล่ะมั้ง เวลาที่โดนจุนฮงเรียกด้วยเสียงอ้อนๆ ในทีแรก ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเสียงเข้มๆ ประกอบการทำตาขวาง ยามเจ้าตัวไม่พอใจอะไรขึ้นมา มันก็เลยอดที่จะแกล้งเอาไม่ได้จริงๆ เด็กอะไร...ขี้เอาแต่ใจชะมัดยาด
"ให้ตอบ...ไม่ได้ให้มองหน้าสักหน่อยนะ" คนพูดหรี่ตาลงอย่างเคืองๆ ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะจากคนฟังพร้อมคำตอบ
"ก็โอเคดี...สบายมาก ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า!"
"อ่อ...อือ" ชเวจุนฮงผงกหัวพร้อมตอบรับสั้นๆ
เด็กหนุ่มค่อยๆ ปล่อยแขนของบังยงกุกให้ลงไปแนบข้างตัวอย่างช้าๆ พร้อมเก็บความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจ แม้ว่าใบหน้าจะเปื้อนรอยยิ้มจนข้างแก้มขึ้นลักยิ้มเล็กๆ ทั้งสองข้าง
ประตูห้องพักศิลปินถูกผลักด้วยมือข้างที่เป็นปกติ ...ก่อนร่างของหัวหน้าวงจะมายืนขวางบานพับเอาไว้ เพื่อรอให้คนที่เดินตามหลังก้าวผ่านไป ถึงจะได้ขยับจากตำแหน่งเดิม
จุนฮงหันกลับมาเหลือบมองหน้ายงกุกเล็กน้อย แล้วก็ต้องแอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เรียวขายาวก้าวลงไปนั่งข้างจงออบที่กำลังฟุบหน้าตัวเองไปกับโต๊ะอย่างเงียบๆ พลางใช้สายตาจดจ้องไปยังพี่คนโต ที่เดินไปเตะขาเก้าอี้คิมฮิมชานก่อนคลี่ยิ้ม บางๆ
ไม่ต้องเป็นห่วง
ประโยคนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในสมอง จนชเวจุนฮงต้องย่นจมูกด้วยความที่ใจมันนึกหมั่นไส้คนพูดอยู่ตงิดๆ ก็ดูเอาเหอะ ขนาดเรื่องเปิดประตูเมื่อครู่ เขายังถูกคนที่เดินตามหลังไม่กี่เก้าชิงผลักประตูตัดหน้าเลยด้วยซ้ำ
ถ้าให้จุนฮงคิด...เขาก็คิดเอาเองว่าบังยงกุกที่เห็นอยู่ในตอนนี้ กำลังพยายามทำตัวให้เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อที่ทุกคนจะได้เลิกเป็นห่วง เลิกกังวลแล้วลืมเรื่องแขนที่บาดเจ็บข้างนั้นไปเสีย
ซึ่งเขาเอง...ก็อาจจะคิดเหมือนที่อีกฝ่ายต้องการให้เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน หากไม่ได้ทันเห็นสีหน้าเป็นกังวลของยงกุกฮยองยามมองไปที่แขนซ้าย ไม่ว่าจะเป็นก่อนขึ้นไลฟ์หรือตามรายการสัมภาษณ์ ซึ่งต้องเอาแขนหลบกล้องไว้ข้างหลังสมาชิกคนอื่น ไม่ก็ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งที่เห็นแขนได้ไม่ชัด
ความอ่อนแอที่ไม่ยอมเผยให้ใครเห็น เพราะคำว่าหัวหน้า เพราะคำว่าพี่คนโต หรือเพราะความคาดหวังจากทุกคน อาจจะเป็นตัวผลักดันอันนำมาถึงสาเหตุให้ฮยองของจุนฮงรู้สึกไม่อยากกลายเป็นภาระถ่วงคนอื่น จวบจนเป็นที่สงสารของใครๆ
แล้วแบบนี้...ชเวจุนฮงจะช่วยอะไรบังยงกุกได้บ้าง...
ในเมื่อเจ้าตัวไม่เรียกร้องแถมทำท่าจะปฏิเสธการช่วยเหลือทุกรูปแบบอย่างนี้
ยิ่งคิดยิ่งอ่อนใจ
เพราะงั้นมักเน่ตัวสูงของวงถึงได้นอนหมอบลงกับโต๊ะข้างๆ จงออบอยู่แบบนั้น จนกระทั่งถึงเวลาต้องออกไปแสดงด้านนอกถึงได้ยุติเรื่องราวเหล่านั้นให้ค้างไว้ในสมอง
.
.
"ฮยอง!...โทรศัพท์ดังตั้งนานแล้วแน่ะ"
เสียงยูยองแจหันมองเจ้าของโทรศัพท์ที่ยังนั่งนิ่งเฉยอยู่กับสมุดจดเล่มเล็ก ราวกับไม่ได้ยินเสียงดนตรีที่ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาต้องเอ่ยปากทักพร้อมชี้นิ้วลงไปที่ต้นตอซึ่งสั่นเอาเป็นเอาตายอยู่บนโต๊ะ
"อืม"
คำตอบรับสั้นๆ พร้อมการลุกมาคว้าโทรศัพท์ที่อยู่หน้า แล้วเดินออกไปยังห้องสตูดิโออีกห้อง ดึงความสนใจจากคนที่นั่งหน้าสลอนอยู่ในระแวกนั้น ทั้งยูยองแจที่เผลอสบตากับมุนจงออบอย่างงงๆ รวมถึงการที่คิมฮิมชานส่ายหน้าปฏิเสธแบบผู้ไม่ออกความคิดเห็น
"ฉันนึกว่าฮยองจงใจไม่รับซะอีก"
"อ้าว...นั่นสายจากแม่ฮยองไม่ใช่ไง?" เสียงยูยองแจเอ่ยถามซึ่งคนถูกถามย้อนกลับอย่างจองแดฮยอนก็ทำแค่ไหวไหล่เป็นคำตอบ
"ช่างเถอะๆ อาบน้ำดีกว่าว่ะ ยงกุกไปโทรศัพท์ งั้นฉันลัดคิวหมอนั่นก็แล้วกัน" คนพูดขยี้เส้นผมสีดำสนิทของตัวเองเหมือนไม่ยี่หระอะไร พลางลุกออกไปโดยทิ้งแก้วน้ำคาไว้บนโต๊ะ...เดือดร้อนจงออบที่จะต้องเดินไปฉวยมาวางไว้ในอ่างล้างจานตามปกติ
"คิวต่อจากฮิมชานฮยองเป็นใครวะ?"
"ยังต้องถาม? ฉันแก่กว่านายนะเว่ยยูยองแจ มันก็ต้องไล่ตามศักดิ์อยู่แล้ว!" เสียงแดฮยอนเหวขึ้น และหลังจากนั้นไอ้สองว๊อยซ์เริ่มก็ส่งเสียงโวยวายไม่ยอมแพ้ จนจงออบต้องเดินเลี่ยงไปยังมุมสงบ อันเรียกอีกอย่างได้ว่ามุมล้างจานทั้งที่เพิ่งจะเดินกลับออกมาได้ไม่ถึงสองนาที
ชเวจุนฮงกวาดตามองคนที่แก่กว่าเขาเกือบปีก้าวเข้ามาในห้องครัว ซึ่งจงออบหันมายิ้มแหยๆ ให้ แล้วส่งสัญญาณไปถึงด้านนอกพลางส่ายหน้าตบท้าย จนจุนฮงขำ...เด็กหนุ่มไหวไหล่ให้จงออบแบบปลงๆ เช่นกัน ก่อนยกแก้วน้ำในมือเพื่อดื่มน้ำสามอึกสุดท้ายลงท้องแล้วค่อยผละจากการยืนพิงตู้เย็น เป็นการวางแก้วลงที่อ่างแล้วส่งยิ้มหวาน
"ฝากด้วยนะจงออบ~"
"เออๆ วางไว้เหอะ"
ใบหน้าใสฉีกยิ้มอีกครั้ง นี่ถ้าจงออบไม่ใช่ผู้ชาย เขาคงได้หอมแก้มขอบคุณไปแล้ว เพราะว่าจงออบน่ะใจดีโคตรๆ แม้จะแอบกวนตีนไปบ้างเวลาที่ถือไพ่เหนือกว่าก็ตามที (แต่จุนฮงคิดว่าเขาก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน เพราะงั้น...จงออบก็ยังใจดีมากอยู่ดีในสายตาเขา)
ขายาวๆ ก้าวผ่านสมาชิกสองคนซึ่งเข่นเขี้ยวหมายจะกระโดดกัดหัวอีกฝ่าย (ถ้าทำได้) ตอนแรกจุนฮงคิดว่าเขาจะเข้าไปกลิ้งบนเตียงจงออบที่อยู่ชั้นล่างเพื่อรอเวลาอาบน้ำ แต่คิดไปคิดมา...สองขามันกลับพาร่างสูงๆ ของเขาตรงดิ่งมายังห้องสตูดิโอที่ใครบางคนลุกหายเข้ามาในนี้เป็นเวลาหลายนาทีแล้ว
"ครับ...ผมไม่เป็นไรจริงๆ อีกอย่างมันก็ใกล้หายแล้วด้วย"
เสียงเล็ดลอดดังออกมา ทำเอาบุคคลที่กำลังจะเอื้อมมือผลักบานประตูเข้าไปหยุดชะงักพร้อมเปลี่ยนแผนเป็นการพิงแผ่นหลังเข้ากับผนังข้างประตูนั่นแทน
เสียงพูดของแดฮยอนเมื่อก่อนหน้ายังฝังอยู่ในหัว จุนฮงที่ยืนอยู่ตรงตู้เย็นนั้นรับรู้และเห็นทุกการกระทำของทุกคนที่อยู่ด้านนอก ไม่เว้นกระทั่งปฏิกิริยาครั้งแรกของบังยงกุกที่ได้ยินเสียงริงโทนโทรศัพท์ตัวเองหรือจะเป็นตอนที่อีกฝ่ายยอมลุกขึ้นมาคว้าโทรศัพท์ด้วยท่าทางจำใจและสีหน้าบ่งบอกอาการไม่สบอารมณ์ ตอนยูยองแจร้องทัก
จริงๆ จุนฮงเองก็ไม่รู้ว่ายงกุกฮยองมีปัญหาอะไรอยู่
แม้ว่าเขาจะพอรู้เรื่องที่บ้านของบังยงกุกมาบ้าง แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าแท้จริงมันจะเป็นอย่างที่เข้าใจหรือเปล่า และยิ่งได้ไปแอบเห็นหน้าจอโทรศัพท์ของอีกฝ่าย ซึ่งมักโชว์แต่มิสคอลของคนในครอบครัวตระกูลบังเสมอๆ ด้วยแล้ว
เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจ
"เฮ้อ..." เสียงถอนหายใจจากข้างในไม่ดังมาก แต่ก็ดังพอให้คนที่พิงผนังอยู่ข้างนอกได้ยิน
ร่างสูงโปร่งสูดลมหายใจเข้าปอดตัวเองลึกๆ ก่อนดันประตูห้องสตูดิโอเข้าไปพบหัวหน้าวงที่กำลังนั่งลากนิ้ว บนหน้าจอไอแพดส่วนรวมตรงโต๊ะมุมห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"อ้าว...ไม่ไปอาบน้ำเหรอไง" เสียงแหบต่ำเอ่ยทักผู้มาใหม่อย่างสดชื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งชเวจุนฮงส่ายหัวแล้วก้าวไปยืนพิงหลังตรงผนังข้างเก้าอี้ของคนถาม พลางเลิกคิ้วน้อยๆ
"คิวฮิมชานฮยองอยู่อะ"
"อ้อ..." บังยงกุกครางรับเสียงต่ำเช่นเดิม
"แล้วฮยองล่ะทำอะไร"
"เรื่อยเปื่อย"
"อ้อ..." จุนฮงเลียนคำพร้อมทำเสียงสูง จนบังยงกุกต้องเดาะลิ้นแล้วฉีกยิ้มขำ
บทสนทนาจบลงพร้อมเสียงพลิกหน้าสมุดโน้ตเพื่อการจดบันทึก ดวงตาเรียวจ้องมองการกระทำของหัวหน้าวงด้วยความสนใจ ก่อนจะพบว่ามันเป็นการจดบันทึกความผิดพลาดของการแสดงวันนี้ที่จุนฮงคิดว่าบังยงกุกคงจะต้องเอามาพูดในเช้าวันพรุ่งนี้เพื่อปรับปรุงการแสดงของพวกเขาให้ดีขึ้นไปอีก
หน้าจอไอแพดสว่างขึ้นอีกครั้งด้วยฝีมือชเวจุนฮง การฆ่าเวลาในห้องเงียบที่เขาพอนึกออกคือเกมส์ แต่ไปๆ มาๆ นิ้วกลับเลื่อนไปจิ้มที่ไอค่อนนกสีฟ้าซึ่งมีชื่อของบังยงกุกล็อคอินค้างไว้
เอาจริงๆ ชเวจุนฮงคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนชอบสอดรู้เรื่องของชาวบ้านนักหรอกนะ ...เพียงแต่ถ้าจำไม่ผิด คนที่ใช้ทวิตเตอร์เป็นคนสุดท้ายคือยูยองแจชัดๆ แล้วชื่อที่เขากำลังอ่านออกเสียงอยู่ในใจ มันคือยูยองแจตรงไหนไม่ทราบ? ก็นี่มันบังยงกุก! ...บีเอพี บังยงกุกชัดๆ แสดงว่าไอ้คนที่นั่งอยู่ข้างหน้านี่ต้องล็อกอินเข้าไปพิมพ์อะไรทิ้งไว้แหงๆ เลยว่าไหม!?
และด้วยความที่จุนฮงคิดว่าตัวเองไม่ได้ชอบสอดรู้เท่าไหร่...
ชเวจุนฮงเลยจัดการล็อคเอ้าท์แอคเค้าท์ของบังยงกุก ก่อนจะล็อคอินแอคเค้าท์ของตัวเอง เพื่ออ่านสิ่งที่บังยงกุกพิมพ์ทิ้งเอาไว้แทน
방용국 @BAP_Bangyongguk
임금님 귀는 당나귀 귀
เรียวคิ้วจุนฮงขมวดมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ พลางเงยหน้ามองยงกุกที่กำลังเพลินกับการเคาะดินสอลงโต๊ะเป็นจังหวะอะไรบางอย่าง สลับการจดบันทึกลงสมุด
สายตากวาดมองที่ประโยคนั่นอีกครั้งพร้อมเม้มปาก จริงอยู่ที่จุนฮงเคยได้ยินนิทานเรื่องพระราชาหูลากับคนสนิทและก็คนตัดฟืน แต่ที่ไม่เข้าใจคือ บังยงกุกพิมพ์ถึงเรื่องนี้เพราะอยากจะสื่ออะไรออกมาต่างหาก ครั้นจะถาม มันก็ไม่ใช่เรื่อง เขาเลยต้องถอนหายใจกับตัวเองไปเรื่อยๆ พลางออกจากทวิตเตอร์แล้วปิดหน้าจอเสีย
"ฮยอง..."
"หืม!?"
"ฮยองเหนื่อยมั่งหรือเปล่า" เสียงคำถามเรียบๆ ของชเวจุนฮงทำให้มือที่กำลังเขียนอยู่หยุดชะงัก ยงกุกหันหน้าไปหาคนถามพร้อมฉีกยิ้มกว้างด้วยท่าทางที่คนมองอยู่ขอพูดตรงๆ เลยว่า บังยงกุกกำลังทำหน้าเป็นแสร้งไม่เข้าใจคำถามตอบกลับมา
"เหนื่อย!?...หมายถึงยังไงเนี่ย"
"ทุกเรื่องน่ะ ทุกเรื่องที่กำลังเจออยู่...ถามจริงๆ เหอะ เหนื่อยไหม!?"
ร่างสูงโปร่งยกมือขึ้นกอดออกพลางเม้มปากรอคำตอบ โดยที่บังยงกุกได้แต่ฉีกยิ้มบางพลางวางดินสอคั่นกลางสมุด แล้วหมุนเก้าอี้มาเผชิญหน้าตรงๆ กับคนถามที่เริ่มตีหน้ายุ่งอีกครั้ง
"ตอบว่าไม่เหนื่อย เดี๋ยวคนแถวนี้แม่งก็คงหาว่าโกหก" แหงล่ะ! (จุนฮงแอบแสดงความเห็นอยู่ในใจ) "งั้นตอบว่าเหนื่อยแต่...สบายมาก! แค่นี้โอเคหรือยัง?"
"ก็...โอเคมั้ง" จุนฮงตอบสั้นๆ แล้วยักไหล่ แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่ารอยยิ้มบางๆ ที่บังยงกุกยิ้มออกมามันดูอ่อนล้า จนไม่สอดคล้องกับคำว่า 'สบายมาก' อย่างที่พูดก็ตามเถอะ
แต่ทำไงได้...นี่น่ะบังยงกุกเชียวนะ ถ้าทุกคนยังไม่รู้จักผู้ชายหัวแข็งและปากแข็งประจำวงเราแล้วล่ะก็...ชเวจุนฮงจะขอแนะนำบังยงกุกให้รู้จักเดี๋ยวนี้เลยด้วยความยินดี
"นี่ฮยอง..."
"อือ..."
"กอดกันมั้ย!?" จุนฮงถามหน้าซื่อเสียงใสจนยงกุกต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง "คือเวลาเหนื่อยมากๆ ผมชอบให้แม่กอดนะ... ลองดูมั้ยฮยอง มากอดกัน"
ความเงียบดูครอบคลุมไปทั่วห้อง เมื่อคนหนึ่งรอคำตอบ แต่อีกคนกลับทำเพียงแค่มองหน้าเด็กรุ่นน้องด้วยท่าทีนิ่งๆ ...และจะให้ทำตัวยังไงต่อเล่า ในเมื่อ ณ ขณะนี้จุนฮงเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองปล่อยมุขแป้กออกไปโต้งๆ พาลให้เกิดความเกร็งจนเหน็บชาแทบจะกินหน้าเขาไปทั้งหน้า
แล้วจากตอนที่พูดไปแบบไม่รู้สึกอะไรในตอนแรก พอโดนจ้องแล้วไม่พูดอะไรต่ออย่างนี้ ประกอบกับการที่เขาไปทบทวนถึงสิ่งที่พูดออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า จุนฮงก็ชักเริ่มคิดได้ว่ามันคงฟังประหลาดพอดู...ฉะนั้นการหาเรื่องชิ่งออกจากบรรยากาศน่าอึดอัด เลยเป็นสิ่งแรกที่ชเวจุนฮงคิดขึ้นมาได้
"เอ่อฮยอง...ถ้าฟังดูประหลาดก็ลืมๆ มันไปเหอะ ป่านนี้คิวใครอาบน้ำแล้วก็ไม่รู้ ขอไปดูกะ..." เสียงพูดแก้ตัวจางหายไปกะทันหัน กระทั่งร่างสูงโปร่งที่กะชิ่งหนีจากบริเวณนี้ก็หยุดชะงัก เมื่อเขาถูกอีกฝ่ายคว้าไว้พลางดึงเข้าหา ก่อนที่แขนข้างเดิมจะละจากข้อมือเพื่อเปลี่ยนมาโอบเอวเอาไว้หลวมๆ โดยที่ไม่มีคำพูดอะไรออกมาให้ได้ยินสักนิด
"ฮยอง..."
จุนฮงเรียกยงกุกเสียงแผ่ว มือไม้ตัวเองทั้งสองข้างรู้สึกเกะกะพิกล เพราะไม่รู้จะวางมันได้ตรงไหน...สภาพเขาเลยดูเหมือนเสาอะไรสักอย่างที่ยืนทื่อให้อีกฝ่ายกอดเอาไว้เสียอย่างงั้น
"นี่...แม่นายยืนตัวแข็งแบบนี้เหมือนกันหรือยังไง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแซวจนจุนฮงต้องนิ่วหน้าทำปากยื่นทั้งๆ ที่หัวใจมันกำลังเต้นแรง
เขากัดริมฝีปากล่างของตัวเองเบาๆ เมื่อรับรู้ถึงแรงการกอดรัดของบังยงกุกซึ่งเพิ่มมากขึ้น มือที่ตอนแรกไม่รู้จะทำยังไง ก็เคลื่อนมาวางอยู่บนแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่าย พลางขยับเบียดตัวให้แนบชิดเข้าไปอีก แม้ว่าความรู้สึกเกร็งจะยังมีเหลืออยู่นิดหน่อย
"ขออยู่แบบนี้สักพักนะ"
เสียงกระซิบแผ่วๆ ทำให้จุงฮงเพิ่มแรงกระชับกอดอีกฝ่ายขึ้นอย่างไม่รู้ตัว พร้อมกับที่ริมฝีปากบางขยับตอบกลับไปด้วยเสียงเบาๆ ไม่ต่างกัน
"อือ"
แรงรัดที่ช่วงเอวมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่จุนฮงเองก็โอบให้ศีรษะยงกุกมาพิงกับช่วงอกตัวเอง พลางแอบวางแก้มลงแนบกับเส้นผมกระด้าง แล้วหลับตาลงช้าๆ
ความเงียบงันและความอบอุ่นกำลังทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเบาขึ้นอย่างกับลอยอยู่ในฟองสบู่ สรุปว่าท่าทางคนที่กำลังถูกช่วยให้คลายเหนื่อยจะไม่ใช่แค่บังยงกุก แต่เป็นตัวเขาด้วยกระมัง
ชเวจุนฮงหยุดความคิดทุกอย่างลงแค่นั้น...
พร้อมกับริมฝีปากของเขาที่ฉีกยิ้มออกมาอีกครั้งกับตัวเองตบท้าย
เวลาผ่านไปหลายนาที
เสียงโวยวายข้างนอกอันนำมาด้วยคิมฮิมชานและยูยองแจเริ่มดังเข้ามาในห้องสตูดิโอ
การขยับเคลื่อนไหวของบังยงกุกทำให้ชเวจุนฮงรู้สึกตัว แรงกอดที่เอวเริ่มคลายออกช้าๆ พร้อมผละออกในที่สุด จนจุนฮงเริ่มคิดว่า เขาเหมือนคนที่ถูกปลุกให้ตื่นทั้งๆ ที่กำลังฝันดีไม่มีผิด
"เผลอหลับเหรอไง..." เสียงแหบของบังยงกุกเอ่ยแซวจนจุนฮงมุ่ยหน้า อาจเพราะเมื่อกี้หลับตาไปหลายนาที พอลืมตากะทันหันเลยรู้สึกแสบตาไปบ้าง ไม่ได้นอนหลับอย่างที่ถูกล้อเสียหน่อย
นิ้วมือเรียวยาวของคนแก่กว่ายกเกลี่ยดวงตาเรียวที่ยังปรือไม่เต็มตื่น พลางขยับไล้ลงมาที่ช่วงแก้มเนียนใส ก่อนที่จะเคลื่อนตามเรียวแขน ลงมาบีบยังมือของเด็กตัวสูงเป็นที่สุดท้าย "ไปอาบน้ำได้แล้วไปเจลโล่"
"อือ" เขาตอบรับพร้อมฉีกยิ้มแหยๆ ด้วยความที่ไม่รู้จะทำหน้าแบบไหน เพราะตอนนี้มันชักจะเขินขึ้นมาตะหงิดๆ
นี่ถ้าเกิดว่าสมาชิกในวงจอมเจ๋อคนใดคนหนึ่งดันทะลึ่งโผล่พรวดเข้ามา ชเวจุนฮงก็นึกสภาพไม่ออกเหมือนกัน ว่าจะทำหน้าแบบไหน และบุคคลที่สามจะทำหน้ายังไง เมื่อเห็นเขากับยงกุกฮยองกอดกันเป็นประติมากรรมขนาดนี้
ว่าแต่...จะให้ชเวจุนฮงไปอาบน้ำได้ยังไง!?
ถ้าบังยงกุกยังเอาแต่ก้มหน้าคลึงนิ้วเขาเล่นไม่ปล่อยอยู่แบบนี้
จะให้ดึงมือออกไปเลยเหรอ...ไม่ดีมั้ง!?
"ฮยอง..." บังยงกุกเงยหน้าสบตาเขาทันทีที่เปล่งเสียงออกไปอย่างอ่อนอกอ่อนใจ "มือน่ะมือ...แบบนี้จะไปอาบน้ำได้ไง"
"อ้อ.... โอเคๆ" เสียงหัวเราะแหบห้าวดังลั่นก่อนที่มือของจุนฮงจะเป็นอิสระ พร้อมการทำหน้ากรุ้มกริ่มของหัวหน้าวงที่แก่กว่าเขาครึ่งรอบได้!
แม่ง...น่าเตะว่ะ
"จุนฮง..."
"ครับ!?" เจ้าของชื่อหยุดปลายเท้า แล้วหันกลับมาหาคนที่เอ่ยเรียกพร้อมขานรับอย่างสุภาพ อาจเพราะส่วนใหญ่คนที่เรียกชื่อจริงเป็นผู้ใหญ่และคนภายนอก เขาเลยค่อนข้างชินกับการขานรับแบบนั้น ซึ่งมันคงดูแปลกดีมั้ง บังยงกุกถึงได้อมยิ้มมุมปากด้วยความชอบใจขนาดนั้น
"ขอบใจ"
"อือ...แต่เปลี่ยนคำขอบคุณ เป็นเลี้ยงขนมผมหน่อยก็ดีนะฮยอง"
ยงกุกหัวเราะเบาๆ หลังจากได้ฟังสิ่งที่เขาพูด จุนฮงก็เลยหัวเราะเบาๆ ตามอีกฝ่ายไปด้วย
.
.
"...กะแล้วว่าต้องอยู่นี่"
เสียงย่ำเท้าหนักๆ เข้ามาให้ห้องสตูดิโอ พร้อมเครื่องดืมเกลือแร่ลอยวือมาตั้งตรงหน้าพาให้สะดุ้ง ชเวจุนฮงเอียงหน้า มองบังยงกุกที่ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจดประโยคที่เขาเพิ่งนึกออกลงบนกระดาษตรงหน้า แบบไม่สนใจ โลกภายนอกต่อ
วันนี้เหมือนเป็นวันพักผ่อนที่เมเนเจอร์ฮยองใจดีเหลือไว้ให้ในช่วงที่วงของเขา เพิ่งจะคัมเบคมาได้อาทิตย์กว่า จริงๆ ก็เป็นวันว่างวันเดียวในตารางอาทิตย์นี้น่ะนะ เพราะจุนฮงไปแอบดูตารางมาแล้ว คิวงานพวกเขาเต็มแน่นเอี๊ยดไปยันสิ้นเดือนเลยด้วยซ้ำ นึกแล้วก็ขอเหนื่อยล่วงหน้าเถอะ...
"งอนหรือไง" บังยงกุกเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำเจือความขบขัน พาลให้คนฟังหน้าหงิกขณะขีดเขียนกระดาษเล่น ก่อนจะเบ้ปาก
ไม่งอนหรอก...ชเวจุนฮงจะไปงอนทำไม?
กะอีแค่ตื่นมาแล้วไม่เจอใครสักคนเลยเนี่ย เขาจะไปงอนทำไม...หายไปไหนกันมาเขายังไม่รู้เลย แล้วจะให้งอนประเด็นไหนดีล่ะ?
"ฮยอง..." เด็กตัวสูงทำเสียงขู่เบาๆ ใส่คนที่นั่งด้านข้าง หลังจากอีกฝ่ายทำท่าจะดึงกระดาษที่จุนฮงกำลังเขียนออกไปดู แต่สุดท้าย...เจ้าตัวก็ต้องร้องโวยวายเมื่อบังยงกุกฉวยมันออกไปได้ในที่สุด "เอาคืนมาเลย!"
"ดูหน่อยน่า เขียนเพลงแล้วจะไม่ฟังคำวิจารณ์หน่อยเหรอไง" บังยงกุกหัวเราะพลางขยี้เส้นผมสีชมพูสว่างแรงๆ หลังจากมักเน่ตัวสูงของวงมันทำเป็นขู่ฟู่ๆ เหมือนกลายร่างเป็นแมวเกเรตัวฟูหูตั้งใส่เขา...ซึ่งพอพูดไปแบบนั้นแล้ว ชเวจุนฮงก็ดูสงบลง พร้อมกับเม้มปากจนเกิดลักยิ้มบุ๋มขึ้นที่แก้ม
สายตาเรียวกวาดสายตาผ่านกระดาษในมืออย่างละเอียด ลายมือขยุกขยุยของเจ้าเด็กไฮสคูลพาลให้รู้สึกปวดหัวแปลกๆ ประโยคข้อความที่แก้ไปแก้มา ทำให้เขาไม่รู้จะเริ่มอ่านตรงไหนก่อน แล้วยิ่งเห็นคนเขียนช้อนตามองเหมือนรอความหวัง บังยงกุกก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี...
"เอ่อ...ฝึก ต่อไปเรื่อยๆ แล้วกัน ลองหาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ไม่ก็ดูหนังแล้วจับประเด็นมันออกมาเขียนนั่นแหละ" สุดท้ายแล้ว ยงกุกก็ต้องเลือกแนะนำแทนการวิจารณ์ไปเสียอย่างนั้น แต่เอาจริงๆ คีย์เวิร์ดที่อ่านเจอมันก็ไม่เลวเหมือนกัน ไอ้อยากโตเร็วๆ เพื่อจะได้เป็นฝ่ายดูแลคุณได้บ้างเนี่ย มันก็ดูสมเป็นความคิดของเด็กอายุสิบหกจริงๆ
ซึ่งมาคิดดูแล้ว...มันกลับต่างจากชีวิตวัยสิบหกของเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือเสียเหลือเกิน
"ขอบคุณนะฮยอง"
คำแนะนำของหัวหน้าวงถูกบันทึกลงในสมองของชเวจุนฮง ใบหน้าใสๆ อมยิ้มพลางพยักหน้าจนเส้นผมเคลื่อนไหว พร้อมกับที่เจ้าตัวรับกระดาษของตัวเองคืนแล้วฮัมเพลงงึมงำในลำคอ ก่อนจะเพิ่งนึกถึงสมาชิก คนอื่นที่ยังไม่พบหน้าตั้งแต่ตื่นนอนมา
"แล้วนี่ฮยองกลับมาคนเดียวเหรอ!? คนอื่นกลับมารึยังอะ..." ก็เห็นว่าหอมันเงียบๆ ถึงได้ถาม เพราะเขาไม่รู้หรอกนะว่าแต่ละคนแอบหนีไปเที่ยวไหนมาบ้างนี่หว่า
"ฮิมชานขอแวะกลับบ้าน ที่เหลือก็ลากคังฮยองให้ไปคอนวิเนียน เดี๋ยวคงตามขึ้นมา...ท่าทางจะหมดแรงกันหมด เพราะซ้อมนั่นแหละ" จุนฮงมองตามยงกุกที่เอ่ยตอบพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้บิดขี้เกียจ ก่อนที่ตัวเขาจะยกแขนเท้าคางโดยไม่ละสายตาจากตำแหน่งเดิมจนอีกฝ่ายรู้ตัว "มีอะไร!?"
"เปล่านี่..." พอโดนทัก เด็กตัวสูงก็ฉีกยิ้มแหยๆ แล้วเอ่ยคำปฏิเสธเสียงสูง พร้อมกับรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
เมื่อบังยงกุกเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันให้เห็น "แล้วนี่ฮยองไปไหนมา ซ้อมเหมือนกันเหรอ?"
"อืม...เต้นให้คล่องจะได้เซฟตัวเองได้หน่อยเวลาที่ต้องทรงตัวแบบไม่ใช้แขนซ้ายน่ะ"
"เหอ...ไปไม่ชวน" นึกแล้วฉุน ก็มันใช้ได้ที่ไหนเล่า! ไปซ้อมกันหมด...แต่ทิ้งเขาเอาไว้ที่หอเนี่ยนะ? ถามหน่อยเหอะว่าคิดกันได้ยังไง...โชคดีหน่อยที่ยังมีรามยอนเหลือไว้ให้ ไม่งั้นเขาคงนอนแห้งตายคาหอแหงๆ
"ก็แดฮยอนบอกว่าปลุกแล้ว แต่นายไม่ตื่น" หืม? หมอนั่นมันโกหกแหงๆ ถ้าปลุกแล้วมีเหรอว่าเขาจะไม่ได้ยิน แต่จะตื่นไหมนั่นมันเป็นอีกเรื่องต่างหาก จุนฮงได้แต่โวยวายอยู่ในใจ พลางคาดโทษตัวต้นเหตุอย่างจองแดฮยอน ซึ่งทำให้เขาต้องถูกทิ้งไว้คนเดียวที่หอแบบนี้
"งั้นทีหลังฮยองก็มาปลุกแทนแดฮยอนสิ อย่างหมอนั่นไม่เรียกปลุกหรอก...ที่บ้านเรียกกระซิบ"
บังยงกุกหัวเราะทันทีที่ชเวจุนฮงพูดเหน็บจองแดฮยอนซึ่งมีศักดิ์แก่กว่า จะว่าไปแล้วเจ้าน้องเล็กตรงหน้าก็ไม่ได้คิดจะเคารพสมาชิกคนอื่นสักเท่าไหร่ (ขนาดเขา...ยังจะโดนกวนตีนบ้างเลย) เพราะงั้นเลยมีบ่อยครั้งที่จะได้ยินเจ้าแมวตัวกวนอ้าปากแหย่คนนั้นคนนี้ไปทั่ว ก่อนที่จะจบลงด้วยการถกเถียงกันเสียงดังเดือดร้อนให้เขาต้องเขาไปห้ามทัพเนื่องจากเป็นหน้าที่ของพี่ใหญ่พ่วงตำแหน่งหัวหน้าวง
"ขำอะไรนักหนาฮยอง" ชเวจุนฮงถามเสียงขุ่น
แต่เมื่อเจ้าตัวได้ยินคำตอบจากปากบังยงกุก ก็เป็นอันต้องกระทำหน้าให้หงิกกว่าเก่าเป็นสองเท่าตัว
"ถ้าไปปลุก...แล้วนายเผลอละเมอเตะแขนซ้ายขึ้นมาก็แย่สิ"
เออนะ...แม่ง! ชเวจุนฮงไม่ได้นอนดิ้นสักหน่อย คนนอนดิ้นมันจงออบเถอะ จริงๆ แล้วเขาก็แค่ละเมอ...หมายถึงละเมอแบบใช้ปากน่ะ เข้าใจไหม! (แล้วนี่ใจคอกะจะแซวกันยันลูกโตเลยหรือเปล่าวะเนี่ย!?)
"ล้อเล่นน่า" มือใหญ่เอื้อมคว้าหัวคนหน้าบูดมาจับโยกพร้อมยกยิ้มบางๆ มุมปาก แต่พอเห็นอีกฝ่ายส่งสายตาเขียวมาให้ กลับกลายเป็นว่า บังยงกุกนั้นยิ่งตลกจนไม่สามารถกลั้นหัวเราะได้ ชเวจุนฮงเลยได้แต่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ เป็นการระบายอารมณ์หงุดหงิด
และแล้ว...ห้องสตูดิโอกลับเข้าสู่ภาวะเงียบงันอีกครั้ง
หลังการสนทนาของคนทั่งคู่จบลงโดยมีมือที่สามอย่างไอแพดเป็นตัวกั้นกลาง
สองแขนเรียววางทาบกันอยู่บนโต๊ะ สายตาจ้องมองนิ้วมือเรียวของบังยงกุกเคลื่อนไหวไปมากับหน้าจอเรียบ ก่อนที่จุนฮงจะละสายตาไปสนใจแขนข้างซ้ายที่วางนิ่งเหมือนท่อนไม้บนโต๊ะอีกฟากนั่นแทนพลางขยับริมฝีปากถาม
"นี่ฮยอง...คันมั่งมะ"
บังยงกุกหันมาเลิกคิ้ว ก่อนจะมองตามสายตาที่พยักเพยิดไปยังเฝือกสีขาวครีมของเขา "ทำไม?"
"ก็ตอนที่โดนจับใส่นานๆ มันโคตรคัน จนแม่ต้องหาไม้มาให้แหย่แน่ะ"
"เคยใส่เหมือนกันเหรอ? ซนมากล่ะสิท่า" ยงกุกกระตุกยิ้ม
"เปล่าซน! ก็เพราะเล่นสเกตบอร์ดไง มันเลยแอคซิเดนนิดหน่อย" ชเวจุนฮงย่นคิ้วใส่ตอนตอบปฏิเสธเรื่องความซนที่ถูกกล่าวหาแล้วยักไหล่ แต่พูดถึงตอนที่ล้มและต้องใส่เฝือกที่แขนแล้ว เขาก็ยังหลอนอยู่เลยเหอะ ตอนนั้นนะ...จะยกแขนทีก็ปวด แถมเป็นแขนขวาซะด้วย หยิบจับทำอะไรก็ไม่ถนัด เขาเลยอารมณ์เสียๆ บ่อยเพราะมันทำอะไรไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง
แต่สุดท้าย...ชเวจุนฮงก็ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ โดยที่เฝือกของเขาลายพร้อยไปด้วยข้อความอวยพรจากครอบครัว และข้อความสมน้ำหน้าจากผองเพื่อนสนิทที่แห่มาให้กำลังใจกันแทบทุกวัน
...เออใช่!!
"ฮยอง~"
"อะไรอีก" เสียงเรียกอ้อนๆ พร้อมใบหน้าใสที่ยิ้มจนแก้มบุ๋มประกอบแววตาวิบวับ ทำให้ยงกุกชักไม่ไว้ใจ เพราะดูท่าทีแล้วไอ้เด็กซนคงคิดจะขอเขาทำอะไรแผลงๆ แหง
"ขอเขียนเฝือกได้ไหมอะ" นั่นไง! บังยงกุกเคยคิดผิดที่ไหนล่ะวะ "นะฮยอง~ รับรองจะเขียนตัวบรรจง"
ยงกุกถอนหายใจแรงๆ เมื่ออีกคนขยับเก้าอี้มาใกล้แล้วเอ่ยเรียก ฮยองๆ เหมือนแมวมาร้องแง๊วๆ อยู่ข้างๆ ขณะที่เขาไม่ยอมตอบคำอ้อนวอนนั้นเสียที "เอาจริงๆ นะ ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสียหน่อย"
"แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหนล่ะฮยอง!?" จุนฮงเอียงคอด้วยความไม่เข้าใจ
"ตรงที่ให้ใครเห็นไม่ได้เพราะเราต้องทำงานไง"
"โธ่เอ้ย...เขียนตรงท้องแขนก็ได้ ไม่งั้นใช้ดินสอเขียนแทนก็ได้เอ้า! ถ้ากลัวคนเห็นขนาดนั้นอะ" คำต่อรองที่จุนฮงถือว่าทุ่มสุดตัวหลุดจากปาก หลังจากเขายอมสละความคิดที่ว่าจะเพ้นท์ลายกระต่ายมาโทกิในตอนแรกทิ้งไปด้วยความเสียดายอย่างสุดๆ (ไม่ให้ใครเห็นก็ดีนะ เพราะเขาจะได้เขียนอยู่คนเดียว ฮึฮึ~)
แต่ถึงจะลงทุนขนาดนี้แล้ว บังยงกุกก็ยังนิ่งเฉยไร้คำตอบเช่นเคย เดือดร้อนชเวจุนฮงต้องใช้ไม้ตาย ขยับเบียดเก้าอี้ของอีกฝ่ายแล้วส่งเสียงวิงวอนหวังให้ใจอ่อน
"นะฮยอง..."
"ฮยองอา..."
"ยงกุกฮยอง..."
เสียงอ้อนยังคงดังอยู่ข้างหูไม่หยุดหย่อน จนคนฟังได้แต่ถอนหายใจซ้ำๆ
คือจะมีใครเข้าใจบังยงกุกไหมวะ ว่าเขาไม่ชอบเวลาชเวจุนฮงเป็นแบบนี้...นั่นเป็นเพราะว่า มันมักจะทำให้เขาใจอ่อน ยอมทำตามคำขอของอีกฝ่ายได้ง่ายๆ เสมอ
ไม่เว้นกระทั่งครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
"เออๆ ก็ได้ อย่าเขียนตัวใหญ่นักล่ะ"
คำอนุญาตพร้อมอาการอ่อนอกอ่อนใจ เรียกรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าใสและท่าทางกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที มือจุนฮงคว้าดินสอที่ใช้แต่งเพลงเมื่อก่อนหน้า พลางหมุนตัวเข้าหาบังยงกุกที่หงายท้องแขนไว้ให้ แล้วฮัมเพลงที่ชอบฟังช่วงนี้เบาๆ ขณะลากดินสอเล่น
แต่เขียนไปได้ไม่ถึงสามนาที...ชเวจุนฮงก็พบว่า
ตัวเขาเจอปัญหา
"ไม่เขียนต่อแล้วเหรอ?" เสียงแหบทุ้มเอ่ยทักเจือความแปลกใจ ทำให้จุนฮงที่เพิ่งขยับมานั่งตัวตรงหันไปมองบังยงกุกที่ดูไม่เข้าใจกับการ กระทำของเขาเท่าไหร่
"ไม่ถนัด..."
คนตอบคิ้วขมวดแล้วทำหน้าหงิก ...คือจุนฮงอยากให้ทุกคนมาเห็นการนั่งของเขาเมื่อครู่นี้จริงๆ นี่ถ้าเปรียบตัวเองเป็นผ้า ช่วงเอวเขาคงหมาดจนเกือบแห้งแล้วละมั้ง เพราะเล่นนั่งบิดตัวขนาดนั้นนี่
"ฮยอง..."
"เฮ้อ...เรื่องมากจริงว่ะไอ้เด็กนี่"
เสียงบ่นดังพร้อมการขยับตัว เหมือนกับรู้ก่อนล่วงหน้าว่า ไอ้เด็กตัวสูงมันเรียกเขาอ้อนๆ เพราะต้องการอะไร
"ลุกมานั่งนี่มา"
และสุดท้ายก็ต้องยอมให้เจ้าแมวตัวแสบที่ยิ้มร่าหลังฟังคำพูดของเขาอีกจนได้
เฮ้อ...ให้ตายเหอะ! บังยงกุกสาบานเลยว่าเก้าอี้ที่นั่งอยู่ก็ไม่ได้ออกแบบให้ผู้ชายร่างสูงสองคนมานั่งเบียดกันได้ แต่สักสิบนาทีคงไม่น่าเป็นอะไร...
นั่นหมายถึงเก้าอี้น่ะนะ
ส่วนสำหรับตัวเขานี่...เอ่อ ไม่แน่ใจเหมือนกัน
"โคตรเบียดเลยอะ" เสียงโวยเบาๆ เกิดขึ้นพร้อมการขยับตัวยุกยิก หลังจากที่เจ้าตัวเบียดลงมานั่งตรงกลางทำเอายงกุกนึกอยากจะยกมือข้างที่ไม่เป็นอะไรเขกหัวคนพูดมันสักที
และหลังจากนั้น...
เจ้าเด็กตัวสูงมันก็เริ่มก้มหน้าก้มตา ลงมือเขียนบนเฝือกเขาตามที่ร้องขออย่างตั้งอกตั้งใจ (เกินไป) จนคนที่นั่งซ้อนหลังนึกอยากจะแกล้งก่อกวนให้เสียสมาธิขึ้นมาตะหงิดๆ
เรียวแขนซึ่งเคยพาดอยู่ตรงที่รองแขนขยับเปลี่ยนทิศมาคล้องรอบเอวคนข้างหน้า บังยงกุกรับรู้ถึงอาการสะดุ้งน้อยๆ ของชเวจุนฮง พลางกระตุกยิ้มมุมปากเพราะคิดว่า เดี๋ยวอีกไม่นานคำโวยวายจะต้องตามมาให้เขาหัวเราะขำ ...แต่มันกลับผิดคาด... เมื่อชเวจุนฮงไม่ปริปากพูดอะไรสักอย่าง นอกจากการฮัมเพลงกลบเกลื่อนให้ได้ยินโดยที่ใบหูเล็กนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อ
ซึ่งนั่นทำให้เรียวแขนที่เอวกระชับแน่นขึ้น พร้อมกับที่ริมฝีปากคนแก่กว่าวาดยิ้มละมุนออกมาอย่างจงใจ
.
.
หลายนาทีผ่านไป จู่ๆ ชเวจุนฮงก็เอ่ยเรียกบังยงกุกเสียงขุ่น
"ฮยอง..."
ใบหน้าใสย่นคิ้วยู่หน้าลงนิดหน่อยเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มๆ ผ่านลำคออยู่ด้านหลังแทนการขานรับที่ควรจะทำแบบปกติ เหมือนกับรู้ว่าเขาจะพูดอะไร...ทั้งๆ ที่รู้นะ แต่ก็ยังจะทำ พิลึกคน
"มันชักจะเริ่มจักจี้แล้วเหอะเอาจริงๆ อย่ากดแรงได้ไหมเล่า"
"เขียนต่อไปน่า...แล้วคราวหลังหัดตัวเล็กกว่านี้หน่อยนะ มันวางไม่ถนัด" เสียงแหบต่ำดังอยู่ใกล้หูให้คนฟังย่นคอหนี ก่อนที่จุนฮงจะเหลือบตามองใบหน้าคนพูดที่อยู่ในระยะใกล้ในระยะห่างไม่ถึงยี่สิบเซ็นต์ได้
"ก็ใครใช้ให้เอาคางมาเกยไหล่ชาวบ้านเขาเล่าฮยอง...แล้วไอ้ที่บอกให้ทำตัวเล็กลงก็ทำไม่ได้เถอะ คราวหลังฮยองก็บอกตัวเองว่าอย่าหยุดสูงแทนสิ"
"นี่ถ้าลองพูดประโยคเมื่อกี้ใส่จงออบ มีหวังโดนเตะปากแน่ๆ เจลโล่"
"โห...จงออบใจดีจะตาย ไม่ทำงั้นหรอก~...ถ้าเป็นแดฮยอนก็ว่าไปอย่าง" เสียงหัวเราะของบังยงกุกดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อจุนฮงอ้าปากยอกย้อน ก่อนที่จะไปตั้งใจเขียนตัวอักษรสุดท้ายจนจบ
"เอาล่ะ! ...ขอให้หายไวไว"
เอาเข้าจริงแล้วจุนฮงก็ไม่รู้จะนั่งทำมันไปทำไมเมื่อไส้ดินสอเอชบีของเขาอ่อนเสียจนแทบกลืนไปกับเฝือกสีครีมขาวขมุกขมัวของบังยงกุกอยู่แล้ว แต่ก็ช่างเหอะ...ยังไงก็ถือว่าได้เขียน
형, 빨리 회복하세요~♥
"นี่ตัวบรรจงแล้วเหรอ?" ยงกุกหันหน้ามองจุนฮงที่เพิ่งลุกกลับที่เก่า พลางอมยิ้มล้อเลียน เมื่อเห็นอักษรโย้เย้สีจางๆ บนแขนตัวเอง
"พูดมากน่า ก็ใครใช้ให้มาเท้าคางกับไหล่คนอื่นเล่า" จุนฮงโวย และจริงๆ เขาก็คิดเอาไว้แล้วว่า ต่อให้บังยงกุกไม่ได้เอาคางมาวางบนบ่าแล้วโอบเอวเขาไว้เป็นนานสองนาน เขาก็สามารถพาลโบ้ยทุกอย่างได้ ไม่เว้นสภาพอากาศในห้อง เพื่อที่จะได้พ้นจากข้อกล่าวหาว่า ลายมือชเวจุนฮงนั้นแย่เสียยิ่งกว่าลิงชิมแปนซีอีก
"เออฮยอง...หมอบอกไหมว่าเมื่อไหร่จะหาย"
"หายเจ็บก็คงหาย" ยงกุกตอบพลางยักคิ้วกวนประสาท
"แล้วหายเจ็บยังล่ะ!? อ้อ!...ยังไม่หาย~" จุนฮงยักคิ้วตอบโต้ท้าทายบ้าง เมื่อได้ยินเสียงยงกุกร้องโอ้ย จากการที่เขาฟาดมือลงไปที่เฝือกไม่แรงมาก "ฮยอง...อย่าหักโหมมากนะ แล้วเฝือกนี่มันห้ามมีเหงื่อด้วยหนิ ไม่คันจริงเหรอ? บอกได้จริงๆ นะฮยอง ถ้าเหนื่อยหรือมีอะไรให้ช่วยน่ะ"
"นี่...พูดมากไม่เหนื่อยมั่งเหรอไง คอแห้งบ้างไหมถามหน่อย"
"ฮยอง!!" จุนฮงหน้าบูด พลางทำปากยื่น ก็เรื่องอะไรมาหาว่าเขาพูดมากล่ะวะ ก็แค่เป็นห่วงเลยถาม...ก็แค่มีเรื่องสงสัยเยอะนิดหน่อยเฉยๆ เองนี่หว่า "งั้นช่างมันเถอะ ไม่ถามแล้ว"
ยิ่งทำหน้างอ บังยงกุกก็ยิ่งขำ...
ร่างสูงขยับเก้าอี้เข้าใกล้จุนฮงจนเบาะติดกัน พร้อมกับโน้มตัวไปใกล้ๆ อีกฝ่าย ที่ยังหน้านิ่วคิดขมวด แถมเม้มปากแน่นเหมือนเด็กตัวน้อยที่ถูกใครขัดใจเข้า
"ไม่เป็นไรจริงๆ นะ" ยงกุกกระซิบเสียงแผ่ว... "แค่ได้ยาไป...ก็หายเหนื่อยแล้ว"
พูดจบก็ประทับริมฝีปากเบาๆ แล้วผละออกในจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว จนจุนฮงหน้าเหวอด้วยภาวะไม่รู้จะปรับสีหน้าตัวเองยังไงดี เพราะเมื่อกี้ยังฉุนๆ แต่ผ่านไปไม่ถึงนาที บังยงกุกก็ทำให้เขาเขินจนทำอะไรไม่ถูก
"ฮยอง..."
"หื้ม..."
จุนฮงปิดเปลือกตาช้าๆ เมื่อบังยงกุกขานรับพลางเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้อีกครั้ง
สัมผัสเบาๆ พาหน้าร้อนวาบครั้งนี้ มันไม่รวดเร็วเหมือนตอนที่อีกฝ่ายแกล้งใช้อุบายฉกยาแก้เหนื่อยแบบนาทีก่อนหรอกนะ
เพราะมันทั้งแนบแน่น เนิ่นนาน ด้วยการเคลื่อนไหวเนิ่บๆ เบียดริมฝีปากของจุนฮงเบาๆ ถึงจะเพียงสัมผัสแค่ภายนอกแบบเด็กๆ หัวใจเขาก็แทบเต้นเป็นจังหวะแทงโก้แล้ว
ถ้าขืนยงกุกฮยองทำมากกว่านี้
จุนฮงว่า ตัวเขาคงต้องร้อนจนระเหยไปเลยแน่ๆ
.
.
"มันหายช้าจังเนอะ" เสียงเล็กๆ ทักขึ้นอีกครั้งหลังจบงานเยือนสถานีวิทยุเป็นรายการสุดท้าย
ชเวจุนฮงก็ยังเป็นชเวจุนฮงเหมือนทุกวัน คือคอยถามถึงแขนข้างซ้ายของเขา แล้วก็คอยจับมันมาดูพลางขมวดคิ้วใส่ อ้อ...แล้วก็พยายามอ้อนขอเติมสีข้อความที่เขียนเอาไว้ด้วย แต่เขาไม่อนุญาต
"นี่...มี อะไรให้ช่วยหรือเปล่าฮยอง คิดซะว่าผมเป็นแขนซ้ายก็ได้นะ จะได้หายเร็วๆ" มือนิ่มไล่แตะเบาๆ ตามเรียวแขน ก่อนจะปล่อยมือออกช้าๆ พลางเอียงคอมองยงกุกที่ฉีกยิ้ม
"ฉันถนัดขวานะเจลโล่ แต่ถ้าจะเป็นแขนซ้าย เวลาเข้าห้องน้ำ นายก็ต้องมาด้วยแล้วล่ะ"
"ใครจะไปทำแบบนั้นเล่า โวะ! ฮยองหนิ"
เสียงหัวเราะแหบห้าวดังขึ้น จนจองแดฮยอนที่เดินอยู่หน้าสุดต้องหันหลังกลับมามองด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ ก่อนจะส่งสายตาตำหนิให้พวกเขาเงียบเสียงลง
"เจลโล่"
"อะไร?"
"มาเดินทางนี้มา" คนฟังคำสั่งทำหน้างงนิดหน่อย แต่จุนฮงก็ยอมเดินจากด้านซ้ายอ้อมมาเดินขนาบอยู่ด้านขวา ก่อนจะร้องโวยวายเมื่อถูกพี่ชายคนโตแกล้งเอาแขนเหนี่ยวคอแรงๆ จนตัวเอียงไปชนอีกฝ่าย
"ฮยอง!" คำด่าเตรียมพ่นออกมาเป็นกระบุงโกย แต่จุนฮงกลับต้องหยุดชะงัก เพราะคำพูดที่สวนกลับมากะทันหันทำเอาสมองแน่นิ่ง จนคนพูดอดที่จะแกล้งแซวไม่ได้
"ถ้าต้องให้พูดซ้ำ แสดงว่าหูไม่ดี"
"เหอะ...คนแก่เงียบไปเลย" จุนฮงเชิ่ดปากขึ้น ดวงตาเรียวสบตาคนข้างๆ อีกครั้ง พร้อมกับขมวดคิ้ว ก่อนที่บังยงกุกจะคลายเรียวแขนจากคอเขาเป็นเลื่อนลงมากุมมือเขา แล้วสอดประสานปลายนิ้วเข้าด้วยกัน
มีนายก็พอแล้ว
เขาทวนคำที่ได้ยินในใจอีกครั้ง พร้อมกับอมยิ้ม ขณะเดินแกว่งแขนพลางกระแทกไหล่คนข้างๆ
"จริงๆ...เปลี่ยนคำนั้นเป็นเลี้ยงข้าวด้วยก็ดีนะฮยอง"
“ฝันไปเหอะว่ะ”
ความเงียบงันและความอบอุ่นกำลังทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเบาขึ้นอย่างกับลอยอยู่ในฟองสบู่ สรุปว่าท่าทางคนที่กำลังถูกช่วยให้คลายเหนื่อยจะไม่ใช่แค่บังยงกุก แต่เป็นตัวเขาด้วยกระมัง
ชเวจุนฮงหยุดความคิดทุกอย่างลงแค่นั้น...
พร้อมกับริมฝีปากของเขาที่ฉีกยิ้มออกมาอีกครั้งกับตัวเองตบท้าย
เวลาผ่านไปหลายนาที
เสียงโวยวายข้างนอกอันนำมาด้วยคิมฮิมชานและยูยองแจเริ่มดังเข้ามาในห้องสตูดิโอ
การขยับเคลื่อนไหวของบังยงกุกทำให้ชเวจุนฮงรู้สึกตัว แรงกอดที่เอวเริ่มคลายออกช้าๆ พร้อมผละออกในที่สุด จนจุนฮงเริ่มคิดว่า เขาเหมือนคนที่ถูกปลุกให้ตื่นทั้งๆ ที่กำลังฝันดีไม่มีผิด
"เผลอหลับเหรอไง..." เสียงแหบของบังยงกุกเอ่ยแซวจนจุนฮงมุ่ยหน้า อาจเพราะเมื่อกี้หลับตาไปหลายนาที พอลืมตากะทันหันเลยรู้สึกแสบตาไปบ้าง ไม่ได้นอนหลับอย่างที่ถูกล้อเสียหน่อย
นิ้วมือเรียวยาวของคนแก่กว่ายกเกลี่ยดวงตาเรียวที่ยังปรือไม่เต็มตื่น พลางขยับไล้ลงมาที่ช่วงแก้มเนียนใส ก่อนที่จะเคลื่อนตามเรียวแขน ลงมาบีบยังมือของเด็กตัวสูงเป็นที่สุดท้าย "ไปอาบน้ำได้แล้วไปเจลโล่"
"อือ" เขาตอบรับพร้อมฉีกยิ้มแหยๆ ด้วยความที่ไม่รู้จะทำหน้าแบบไหน เพราะตอนนี้มันชักจะเขินขึ้นมาตะหงิดๆ
นี่ถ้าเกิดว่าสมาชิกในวงจอมเจ๋อคนใดคนหนึ่งดันทะลึ่งโผล่พรวดเข้ามา ชเวจุนฮงก็นึกสภาพไม่ออกเหมือนกัน ว่าจะทำหน้าแบบไหน และบุคคลที่สามจะทำหน้ายังไง เมื่อเห็นเขากับยงกุกฮยองกอดกันเป็นประติมากรรมขนาดนี้
ว่าแต่...จะให้ชเวจุนฮงไปอาบน้ำได้ยังไง!?
ถ้าบังยงกุกยังเอาแต่ก้มหน้าคลึงนิ้วเขาเล่นไม่ปล่อยอยู่แบบนี้
จะให้ดึงมือออกไปเลยเหรอ...ไม่ดีมั้ง!?
"ฮยอง..." บังยงกุกเงยหน้าสบตาเขาทันทีที่เปล่งเสียงออกไปอย่างอ่อนอกอ่อนใจ "มือน่ะมือ...แบบนี้จะไปอาบน้ำได้ไง"
"อ้อ.... โอเคๆ" เสียงหัวเราะแหบห้าวดังลั่นก่อนที่มือของจุนฮงจะเป็นอิสระ พร้อมการทำหน้ากรุ้มกริ่มของหัวหน้าวงที่แก่กว่าเขาครึ่งรอบได้!
แม่ง...น่าเตะว่ะ
"จุนฮง..."
"ครับ!?" เจ้าของชื่อหยุดปลายเท้า แล้วหันกลับมาหาคนที่เอ่ยเรียกพร้อมขานรับอย่างสุภาพ อาจเพราะส่วนใหญ่คนที่เรียกชื่อจริงเป็นผู้ใหญ่และคนภายนอก เขาเลยค่อนข้างชินกับการขานรับแบบนั้น ซึ่งมันคงดูแปลกดีมั้ง บังยงกุกถึงได้อมยิ้มมุมปากด้วยความชอบใจขนาดนั้น
"ขอบใจ"
"อือ...แต่เปลี่ยนคำขอบคุณ เป็นเลี้ยงขนมผมหน่อยก็ดีนะฮยอง"
ยงกุกหัวเราะเบาๆ หลังจากได้ฟังสิ่งที่เขาพูด จุนฮงก็เลยหัวเราะเบาๆ ตามอีกฝ่ายไปด้วย
.
.
"...กะแล้วว่าต้องอยู่นี่"
เสียงย่ำเท้าหนักๆ เข้ามาให้ห้องสตูดิโอ พร้อมเครื่องดืมเกลือแร่ลอยวือมาตั้งตรงหน้าพาให้สะดุ้ง ชเวจุนฮงเอียงหน้า มองบังยงกุกที่ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจดประโยคที่เขาเพิ่งนึกออกลงบนกระดาษตรงหน้า แบบไม่สนใจ โลกภายนอกต่อ
วันนี้เหมือนเป็นวันพักผ่อนที่เมเนเจอร์ฮยองใจดีเหลือไว้ให้ในช่วงที่วงของเขา เพิ่งจะคัมเบคมาได้อาทิตย์กว่า จริงๆ ก็เป็นวันว่างวันเดียวในตารางอาทิตย์นี้น่ะนะ เพราะจุนฮงไปแอบดูตารางมาแล้ว คิวงานพวกเขาเต็มแน่นเอี๊ยดไปยันสิ้นเดือนเลยด้วยซ้ำ นึกแล้วก็ขอเหนื่อยล่วงหน้าเถอะ...
"งอนหรือไง" บังยงกุกเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำเจือความขบขัน พาลให้คนฟังหน้าหงิกขณะขีดเขียนกระดาษเล่น ก่อนจะเบ้ปาก
ไม่งอนหรอก...ชเวจุนฮงจะไปงอนทำไม?
กะอีแค่ตื่นมาแล้วไม่เจอใครสักคนเลยเนี่ย เขาจะไปงอนทำไม...หายไปไหนกันมาเขายังไม่รู้เลย แล้วจะให้งอนประเด็นไหนดีล่ะ?
"ฮยอง..." เด็กตัวสูงทำเสียงขู่เบาๆ ใส่คนที่นั่งด้านข้าง หลังจากอีกฝ่ายทำท่าจะดึงกระดาษที่จุนฮงกำลังเขียนออกไปดู แต่สุดท้าย...เจ้าตัวก็ต้องร้องโวยวายเมื่อบังยงกุกฉวยมันออกไปได้ในที่สุด "เอาคืนมาเลย!"
"ดูหน่อยน่า เขียนเพลงแล้วจะไม่ฟังคำวิจารณ์หน่อยเหรอไง" บังยงกุกหัวเราะพลางขยี้เส้นผมสีชมพูสว่างแรงๆ หลังจากมักเน่ตัวสูงของวงมันทำเป็นขู่ฟู่ๆ เหมือนกลายร่างเป็นแมวเกเรตัวฟูหูตั้งใส่เขา...ซึ่งพอพูดไปแบบนั้นแล้ว ชเวจุนฮงก็ดูสงบลง พร้อมกับเม้มปากจนเกิดลักยิ้มบุ๋มขึ้นที่แก้ม
สายตาเรียวกวาดสายตาผ่านกระดาษในมืออย่างละเอียด ลายมือขยุกขยุยของเจ้าเด็กไฮสคูลพาลให้รู้สึกปวดหัวแปลกๆ ประโยคข้อความที่แก้ไปแก้มา ทำให้เขาไม่รู้จะเริ่มอ่านตรงไหนก่อน แล้วยิ่งเห็นคนเขียนช้อนตามองเหมือนรอความหวัง บังยงกุกก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี...
"เอ่อ...ฝึก ต่อไปเรื่อยๆ แล้วกัน ลองหาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ไม่ก็ดูหนังแล้วจับประเด็นมันออกมาเขียนนั่นแหละ" สุดท้ายแล้ว ยงกุกก็ต้องเลือกแนะนำแทนการวิจารณ์ไปเสียอย่างนั้น แต่เอาจริงๆ คีย์เวิร์ดที่อ่านเจอมันก็ไม่เลวเหมือนกัน ไอ้อยากโตเร็วๆ เพื่อจะได้เป็นฝ่ายดูแลคุณได้บ้างเนี่ย มันก็ดูสมเป็นความคิดของเด็กอายุสิบหกจริงๆ
ซึ่งมาคิดดูแล้ว...มันกลับต่างจากชีวิตวัยสิบหกของเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือเสียเหลือเกิน
"ขอบคุณนะฮยอง"
คำแนะนำของหัวหน้าวงถูกบันทึกลงในสมองของชเวจุนฮง ใบหน้าใสๆ อมยิ้มพลางพยักหน้าจนเส้นผมเคลื่อนไหว พร้อมกับที่เจ้าตัวรับกระดาษของตัวเองคืนแล้วฮัมเพลงงึมงำในลำคอ ก่อนจะเพิ่งนึกถึงสมาชิก คนอื่นที่ยังไม่พบหน้าตั้งแต่ตื่นนอนมา
"แล้วนี่ฮยองกลับมาคนเดียวเหรอ!? คนอื่นกลับมารึยังอะ..." ก็เห็นว่าหอมันเงียบๆ ถึงได้ถาม เพราะเขาไม่รู้หรอกนะว่าแต่ละคนแอบหนีไปเที่ยวไหนมาบ้างนี่หว่า
"ฮิมชานขอแวะกลับบ้าน ที่เหลือก็ลากคังฮยองให้ไปคอนวิเนียน เดี๋ยวคงตามขึ้นมา...ท่าทางจะหมดแรงกันหมด เพราะซ้อมนั่นแหละ" จุนฮงมองตามยงกุกที่เอ่ยตอบพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้บิดขี้เกียจ ก่อนที่ตัวเขาจะยกแขนเท้าคางโดยไม่ละสายตาจากตำแหน่งเดิมจนอีกฝ่ายรู้ตัว "มีอะไร!?"
"เปล่านี่..." พอโดนทัก เด็กตัวสูงก็ฉีกยิ้มแหยๆ แล้วเอ่ยคำปฏิเสธเสียงสูง พร้อมกับรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
เมื่อบังยงกุกเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันให้เห็น "แล้วนี่ฮยองไปไหนมา ซ้อมเหมือนกันเหรอ?"
"อืม...เต้นให้คล่องจะได้เซฟตัวเองได้หน่อยเวลาที่ต้องทรงตัวแบบไม่ใช้แขนซ้ายน่ะ"
"เหอ...ไปไม่ชวน" นึกแล้วฉุน ก็มันใช้ได้ที่ไหนเล่า! ไปซ้อมกันหมด...แต่ทิ้งเขาเอาไว้ที่หอเนี่ยนะ? ถามหน่อยเหอะว่าคิดกันได้ยังไง...โชคดีหน่อยที่ยังมีรามยอนเหลือไว้ให้ ไม่งั้นเขาคงนอนแห้งตายคาหอแหงๆ
"ก็แดฮยอนบอกว่าปลุกแล้ว แต่นายไม่ตื่น" หืม? หมอนั่นมันโกหกแหงๆ ถ้าปลุกแล้วมีเหรอว่าเขาจะไม่ได้ยิน แต่จะตื่นไหมนั่นมันเป็นอีกเรื่องต่างหาก จุนฮงได้แต่โวยวายอยู่ในใจ พลางคาดโทษตัวต้นเหตุอย่างจองแดฮยอน ซึ่งทำให้เขาต้องถูกทิ้งไว้คนเดียวที่หอแบบนี้
"งั้นทีหลังฮยองก็มาปลุกแทนแดฮยอนสิ อย่างหมอนั่นไม่เรียกปลุกหรอก...ที่บ้านเรียกกระซิบ"
บังยงกุกหัวเราะทันทีที่ชเวจุนฮงพูดเหน็บจองแดฮยอนซึ่งมีศักดิ์แก่กว่า จะว่าไปแล้วเจ้าน้องเล็กตรงหน้าก็ไม่ได้คิดจะเคารพสมาชิกคนอื่นสักเท่าไหร่ (ขนาดเขา...ยังจะโดนกวนตีนบ้างเลย) เพราะงั้นเลยมีบ่อยครั้งที่จะได้ยินเจ้าแมวตัวกวนอ้าปากแหย่คนนั้นคนนี้ไปทั่ว ก่อนที่จะจบลงด้วยการถกเถียงกันเสียงดังเดือดร้อนให้เขาต้องเขาไปห้ามทัพเนื่องจากเป็นหน้าที่ของพี่ใหญ่พ่วงตำแหน่งหัวหน้าวง
"ขำอะไรนักหนาฮยอง" ชเวจุนฮงถามเสียงขุ่น
แต่เมื่อเจ้าตัวได้ยินคำตอบจากปากบังยงกุก ก็เป็นอันต้องกระทำหน้าให้หงิกกว่าเก่าเป็นสองเท่าตัว
"ถ้าไปปลุก...แล้วนายเผลอละเมอเตะแขนซ้ายขึ้นมาก็แย่สิ"
เออนะ...แม่ง! ชเวจุนฮงไม่ได้นอนดิ้นสักหน่อย คนนอนดิ้นมันจงออบเถอะ จริงๆ แล้วเขาก็แค่ละเมอ...หมายถึงละเมอแบบใช้ปากน่ะ เข้าใจไหม! (แล้วนี่ใจคอกะจะแซวกันยันลูกโตเลยหรือเปล่าวะเนี่ย!?)
"ล้อเล่นน่า" มือใหญ่เอื้อมคว้าหัวคนหน้าบูดมาจับโยกพร้อมยกยิ้มบางๆ มุมปาก แต่พอเห็นอีกฝ่ายส่งสายตาเขียวมาให้ กลับกลายเป็นว่า บังยงกุกนั้นยิ่งตลกจนไม่สามารถกลั้นหัวเราะได้ ชเวจุนฮงเลยได้แต่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ เป็นการระบายอารมณ์หงุดหงิด
และแล้ว...ห้องสตูดิโอกลับเข้าสู่ภาวะเงียบงันอีกครั้ง
หลังการสนทนาของคนทั่งคู่จบลงโดยมีมือที่สามอย่างไอแพดเป็นตัวกั้นกลาง
สองแขนเรียววางทาบกันอยู่บนโต๊ะ สายตาจ้องมองนิ้วมือเรียวของบังยงกุกเคลื่อนไหวไปมากับหน้าจอเรียบ ก่อนที่จุนฮงจะละสายตาไปสนใจแขนข้างซ้ายที่วางนิ่งเหมือนท่อนไม้บนโต๊ะอีกฟากนั่นแทนพลางขยับริมฝีปากถาม
"นี่ฮยอง...คันมั่งมะ"
บังยงกุกหันมาเลิกคิ้ว ก่อนจะมองตามสายตาที่พยักเพยิดไปยังเฝือกสีขาวครีมของเขา "ทำไม?"
"ก็ตอนที่โดนจับใส่นานๆ มันโคตรคัน จนแม่ต้องหาไม้มาให้แหย่แน่ะ"
"เคยใส่เหมือนกันเหรอ? ซนมากล่ะสิท่า" ยงกุกกระตุกยิ้ม
"เปล่าซน! ก็เพราะเล่นสเกตบอร์ดไง มันเลยแอคซิเดนนิดหน่อย" ชเวจุนฮงย่นคิ้วใส่ตอนตอบปฏิเสธเรื่องความซนที่ถูกกล่าวหาแล้วยักไหล่ แต่พูดถึงตอนที่ล้มและต้องใส่เฝือกที่แขนแล้ว เขาก็ยังหลอนอยู่เลยเหอะ ตอนนั้นนะ...จะยกแขนทีก็ปวด แถมเป็นแขนขวาซะด้วย หยิบจับทำอะไรก็ไม่ถนัด เขาเลยอารมณ์เสียๆ บ่อยเพราะมันทำอะไรไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง
แต่สุดท้าย...ชเวจุนฮงก็ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ โดยที่เฝือกของเขาลายพร้อยไปด้วยข้อความอวยพรจากครอบครัว และข้อความสมน้ำหน้าจากผองเพื่อนสนิทที่แห่มาให้กำลังใจกันแทบทุกวัน
...เออใช่!!
"ฮยอง~"
"อะไรอีก" เสียงเรียกอ้อนๆ พร้อมใบหน้าใสที่ยิ้มจนแก้มบุ๋มประกอบแววตาวิบวับ ทำให้ยงกุกชักไม่ไว้ใจ เพราะดูท่าทีแล้วไอ้เด็กซนคงคิดจะขอเขาทำอะไรแผลงๆ แหง
"ขอเขียนเฝือกได้ไหมอะ" นั่นไง! บังยงกุกเคยคิดผิดที่ไหนล่ะวะ "นะฮยอง~ รับรองจะเขียนตัวบรรจง"
ยงกุกถอนหายใจแรงๆ เมื่ออีกคนขยับเก้าอี้มาใกล้แล้วเอ่ยเรียก ฮยองๆ เหมือนแมวมาร้องแง๊วๆ อยู่ข้างๆ ขณะที่เขาไม่ยอมตอบคำอ้อนวอนนั้นเสียที "เอาจริงๆ นะ ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสียหน่อย"
"แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหนล่ะฮยอง!?" จุนฮงเอียงคอด้วยความไม่เข้าใจ
"ตรงที่ให้ใครเห็นไม่ได้เพราะเราต้องทำงานไง"
"โธ่เอ้ย...เขียนตรงท้องแขนก็ได้ ไม่งั้นใช้ดินสอเขียนแทนก็ได้เอ้า! ถ้ากลัวคนเห็นขนาดนั้นอะ" คำต่อรองที่จุนฮงถือว่าทุ่มสุดตัวหลุดจากปาก หลังจากเขายอมสละความคิดที่ว่าจะเพ้นท์ลายกระต่ายมาโทกิในตอนแรกทิ้งไปด้วยความเสียดายอย่างสุดๆ (ไม่ให้ใครเห็นก็ดีนะ เพราะเขาจะได้เขียนอยู่คนเดียว ฮึฮึ~)
แต่ถึงจะลงทุนขนาดนี้แล้ว บังยงกุกก็ยังนิ่งเฉยไร้คำตอบเช่นเคย เดือดร้อนชเวจุนฮงต้องใช้ไม้ตาย ขยับเบียดเก้าอี้ของอีกฝ่ายแล้วส่งเสียงวิงวอนหวังให้ใจอ่อน
"นะฮยอง..."
"ฮยองอา..."
"ยงกุกฮยอง..."
เสียงอ้อนยังคงดังอยู่ข้างหูไม่หยุดหย่อน จนคนฟังได้แต่ถอนหายใจซ้ำๆ
คือจะมีใครเข้าใจบังยงกุกไหมวะ ว่าเขาไม่ชอบเวลาชเวจุนฮงเป็นแบบนี้...นั่นเป็นเพราะว่า มันมักจะทำให้เขาใจอ่อน ยอมทำตามคำขอของอีกฝ่ายได้ง่ายๆ เสมอ
ไม่เว้นกระทั่งครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
"เออๆ ก็ได้ อย่าเขียนตัวใหญ่นักล่ะ"
คำอนุญาตพร้อมอาการอ่อนอกอ่อนใจ เรียกรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าใสและท่าทางกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที มือจุนฮงคว้าดินสอที่ใช้แต่งเพลงเมื่อก่อนหน้า พลางหมุนตัวเข้าหาบังยงกุกที่หงายท้องแขนไว้ให้ แล้วฮัมเพลงที่ชอบฟังช่วงนี้เบาๆ ขณะลากดินสอเล่น
แต่เขียนไปได้ไม่ถึงสามนาที...ชเวจุนฮงก็พบว่า
ตัวเขาเจอปัญหา
"ไม่เขียนต่อแล้วเหรอ?" เสียงแหบทุ้มเอ่ยทักเจือความแปลกใจ ทำให้จุนฮงที่เพิ่งขยับมานั่งตัวตรงหันไปมองบังยงกุกที่ดูไม่เข้าใจกับการ กระทำของเขาเท่าไหร่
"ไม่ถนัด..."
คนตอบคิ้วขมวดแล้วทำหน้าหงิก ...คือจุนฮงอยากให้ทุกคนมาเห็นการนั่งของเขาเมื่อครู่นี้จริงๆ นี่ถ้าเปรียบตัวเองเป็นผ้า ช่วงเอวเขาคงหมาดจนเกือบแห้งแล้วละมั้ง เพราะเล่นนั่งบิดตัวขนาดนั้นนี่
"ฮยอง..."
"เฮ้อ...เรื่องมากจริงว่ะไอ้เด็กนี่"
เสียงบ่นดังพร้อมการขยับตัว เหมือนกับรู้ก่อนล่วงหน้าว่า ไอ้เด็กตัวสูงมันเรียกเขาอ้อนๆ เพราะต้องการอะไร
"ลุกมานั่งนี่มา"
และสุดท้ายก็ต้องยอมให้เจ้าแมวตัวแสบที่ยิ้มร่าหลังฟังคำพูดของเขาอีกจนได้
เฮ้อ...ให้ตายเหอะ! บังยงกุกสาบานเลยว่าเก้าอี้ที่นั่งอยู่ก็ไม่ได้ออกแบบให้ผู้ชายร่างสูงสองคนมานั่งเบียดกันได้ แต่สักสิบนาทีคงไม่น่าเป็นอะไร...
นั่นหมายถึงเก้าอี้น่ะนะ
ส่วนสำหรับตัวเขานี่...เอ่อ ไม่แน่ใจเหมือนกัน
"โคตรเบียดเลยอะ" เสียงโวยเบาๆ เกิดขึ้นพร้อมการขยับตัวยุกยิก หลังจากที่เจ้าตัวเบียดลงมานั่งตรงกลางทำเอายงกุกนึกอยากจะยกมือข้างที่ไม่เป็นอะไรเขกหัวคนพูดมันสักที
และหลังจากนั้น...
เจ้าเด็กตัวสูงมันก็เริ่มก้มหน้าก้มตา ลงมือเขียนบนเฝือกเขาตามที่ร้องขออย่างตั้งอกตั้งใจ (เกินไป) จนคนที่นั่งซ้อนหลังนึกอยากจะแกล้งก่อกวนให้เสียสมาธิขึ้นมาตะหงิดๆ
เรียวแขนซึ่งเคยพาดอยู่ตรงที่รองแขนขยับเปลี่ยนทิศมาคล้องรอบเอวคนข้างหน้า บังยงกุกรับรู้ถึงอาการสะดุ้งน้อยๆ ของชเวจุนฮง พลางกระตุกยิ้มมุมปากเพราะคิดว่า เดี๋ยวอีกไม่นานคำโวยวายจะต้องตามมาให้เขาหัวเราะขำ ...แต่มันกลับผิดคาด... เมื่อชเวจุนฮงไม่ปริปากพูดอะไรสักอย่าง นอกจากการฮัมเพลงกลบเกลื่อนให้ได้ยินโดยที่ใบหูเล็กนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อ
ซึ่งนั่นทำให้เรียวแขนที่เอวกระชับแน่นขึ้น พร้อมกับที่ริมฝีปากคนแก่กว่าวาดยิ้มละมุนออกมาอย่างจงใจ
.
.
หลายนาทีผ่านไป จู่ๆ ชเวจุนฮงก็เอ่ยเรียกบังยงกุกเสียงขุ่น
"ฮยอง..."
ใบหน้าใสย่นคิ้วยู่หน้าลงนิดหน่อยเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มๆ ผ่านลำคออยู่ด้านหลังแทนการขานรับที่ควรจะทำแบบปกติ เหมือนกับรู้ว่าเขาจะพูดอะไร...ทั้งๆ ที่รู้นะ แต่ก็ยังจะทำ พิลึกคน
"มันชักจะเริ่มจักจี้แล้วเหอะเอาจริงๆ อย่ากดแรงได้ไหมเล่า"
"เขียนต่อไปน่า...แล้วคราวหลังหัดตัวเล็กกว่านี้หน่อยนะ มันวางไม่ถนัด" เสียงแหบต่ำดังอยู่ใกล้หูให้คนฟังย่นคอหนี ก่อนที่จุนฮงจะเหลือบตามองใบหน้าคนพูดที่อยู่ในระยะใกล้ในระยะห่างไม่ถึงยี่สิบเซ็นต์ได้
"ก็ใครใช้ให้เอาคางมาเกยไหล่ชาวบ้านเขาเล่าฮยอง...แล้วไอ้ที่บอกให้ทำตัวเล็กลงก็ทำไม่ได้เถอะ คราวหลังฮยองก็บอกตัวเองว่าอย่าหยุดสูงแทนสิ"
"นี่ถ้าลองพูดประโยคเมื่อกี้ใส่จงออบ มีหวังโดนเตะปากแน่ๆ เจลโล่"
"โห...จงออบใจดีจะตาย ไม่ทำงั้นหรอก~...ถ้าเป็นแดฮยอนก็ว่าไปอย่าง" เสียงหัวเราะของบังยงกุกดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อจุนฮงอ้าปากยอกย้อน ก่อนที่จะไปตั้งใจเขียนตัวอักษรสุดท้ายจนจบ
"เอาล่ะ! ...ขอให้หายไวไว"
เอาเข้าจริงแล้วจุนฮงก็ไม่รู้จะนั่งทำมันไปทำไมเมื่อไส้ดินสอเอชบีของเขาอ่อนเสียจนแทบกลืนไปกับเฝือกสีครีมขาวขมุกขมัวของบังยงกุกอยู่แล้ว แต่ก็ช่างเหอะ...ยังไงก็ถือว่าได้เขียน
형, 빨리 회복하세요~♥
"นี่ตัวบรรจงแล้วเหรอ?" ยงกุกหันหน้ามองจุนฮงที่เพิ่งลุกกลับที่เก่า พลางอมยิ้มล้อเลียน เมื่อเห็นอักษรโย้เย้สีจางๆ บนแขนตัวเอง
"พูดมากน่า ก็ใครใช้ให้มาเท้าคางกับไหล่คนอื่นเล่า" จุนฮงโวย และจริงๆ เขาก็คิดเอาไว้แล้วว่า ต่อให้บังยงกุกไม่ได้เอาคางมาวางบนบ่าแล้วโอบเอวเขาไว้เป็นนานสองนาน เขาก็สามารถพาลโบ้ยทุกอย่างได้ ไม่เว้นสภาพอากาศในห้อง เพื่อที่จะได้พ้นจากข้อกล่าวหาว่า ลายมือชเวจุนฮงนั้นแย่เสียยิ่งกว่าลิงชิมแปนซีอีก
"เออฮยอง...หมอบอกไหมว่าเมื่อไหร่จะหาย"
"หายเจ็บก็คงหาย" ยงกุกตอบพลางยักคิ้วกวนประสาท
"แล้วหายเจ็บยังล่ะ!? อ้อ!...ยังไม่หาย~" จุนฮงยักคิ้วตอบโต้ท้าทายบ้าง เมื่อได้ยินเสียงยงกุกร้องโอ้ย จากการที่เขาฟาดมือลงไปที่เฝือกไม่แรงมาก "ฮยอง...อย่าหักโหมมากนะ แล้วเฝือกนี่มันห้ามมีเหงื่อด้วยหนิ ไม่คันจริงเหรอ? บอกได้จริงๆ นะฮยอง ถ้าเหนื่อยหรือมีอะไรให้ช่วยน่ะ"
"นี่...พูดมากไม่เหนื่อยมั่งเหรอไง คอแห้งบ้างไหมถามหน่อย"
"ฮยอง!!" จุนฮงหน้าบูด พลางทำปากยื่น ก็เรื่องอะไรมาหาว่าเขาพูดมากล่ะวะ ก็แค่เป็นห่วงเลยถาม...ก็แค่มีเรื่องสงสัยเยอะนิดหน่อยเฉยๆ เองนี่หว่า "งั้นช่างมันเถอะ ไม่ถามแล้ว"
ยิ่งทำหน้างอ บังยงกุกก็ยิ่งขำ...
ร่างสูงขยับเก้าอี้เข้าใกล้จุนฮงจนเบาะติดกัน พร้อมกับโน้มตัวไปใกล้ๆ อีกฝ่าย ที่ยังหน้านิ่วคิดขมวด แถมเม้มปากแน่นเหมือนเด็กตัวน้อยที่ถูกใครขัดใจเข้า
"ไม่เป็นไรจริงๆ นะ" ยงกุกกระซิบเสียงแผ่ว... "แค่ได้ยาไป...ก็หายเหนื่อยแล้ว"
พูดจบก็ประทับริมฝีปากเบาๆ แล้วผละออกในจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว จนจุนฮงหน้าเหวอด้วยภาวะไม่รู้จะปรับสีหน้าตัวเองยังไงดี เพราะเมื่อกี้ยังฉุนๆ แต่ผ่านไปไม่ถึงนาที บังยงกุกก็ทำให้เขาเขินจนทำอะไรไม่ถูก
"ฮยอง..."
"หื้ม..."
จุนฮงปิดเปลือกตาช้าๆ เมื่อบังยงกุกขานรับพลางเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้อีกครั้ง
สัมผัสเบาๆ พาหน้าร้อนวาบครั้งนี้ มันไม่รวดเร็วเหมือนตอนที่อีกฝ่ายแกล้งใช้อุบายฉกยาแก้เหนื่อยแบบนาทีก่อนหรอกนะ
เพราะมันทั้งแนบแน่น เนิ่นนาน ด้วยการเคลื่อนไหวเนิ่บๆ เบียดริมฝีปากของจุนฮงเบาๆ ถึงจะเพียงสัมผัสแค่ภายนอกแบบเด็กๆ หัวใจเขาก็แทบเต้นเป็นจังหวะแทงโก้แล้ว
ถ้าขืนยงกุกฮยองทำมากกว่านี้
จุนฮงว่า ตัวเขาคงต้องร้อนจนระเหยไปเลยแน่ๆ
.
.
"มันหายช้าจังเนอะ" เสียงเล็กๆ ทักขึ้นอีกครั้งหลังจบงานเยือนสถานีวิทยุเป็นรายการสุดท้าย
ชเวจุนฮงก็ยังเป็นชเวจุนฮงเหมือนทุกวัน คือคอยถามถึงแขนข้างซ้ายของเขา แล้วก็คอยจับมันมาดูพลางขมวดคิ้วใส่ อ้อ...แล้วก็พยายามอ้อนขอเติมสีข้อความที่เขียนเอาไว้ด้วย แต่เขาไม่อนุญาต
"นี่...มี อะไรให้ช่วยหรือเปล่าฮยอง คิดซะว่าผมเป็นแขนซ้ายก็ได้นะ จะได้หายเร็วๆ" มือนิ่มไล่แตะเบาๆ ตามเรียวแขน ก่อนจะปล่อยมือออกช้าๆ พลางเอียงคอมองยงกุกที่ฉีกยิ้ม
"ฉันถนัดขวานะเจลโล่ แต่ถ้าจะเป็นแขนซ้าย เวลาเข้าห้องน้ำ นายก็ต้องมาด้วยแล้วล่ะ"
"ใครจะไปทำแบบนั้นเล่า โวะ! ฮยองหนิ"
เสียงหัวเราะแหบห้าวดังขึ้น จนจองแดฮยอนที่เดินอยู่หน้าสุดต้องหันหลังกลับมามองด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ ก่อนจะส่งสายตาตำหนิให้พวกเขาเงียบเสียงลง
"เจลโล่"
"อะไร?"
"มาเดินทางนี้มา" คนฟังคำสั่งทำหน้างงนิดหน่อย แต่จุนฮงก็ยอมเดินจากด้านซ้ายอ้อมมาเดินขนาบอยู่ด้านขวา ก่อนจะร้องโวยวายเมื่อถูกพี่ชายคนโตแกล้งเอาแขนเหนี่ยวคอแรงๆ จนตัวเอียงไปชนอีกฝ่าย
"ฮยอง!" คำด่าเตรียมพ่นออกมาเป็นกระบุงโกย แต่จุนฮงกลับต้องหยุดชะงัก เพราะคำพูดที่สวนกลับมากะทันหันทำเอาสมองแน่นิ่ง จนคนพูดอดที่จะแกล้งแซวไม่ได้
"ถ้าต้องให้พูดซ้ำ แสดงว่าหูไม่ดี"
"เหอะ...คนแก่เงียบไปเลย" จุนฮงเชิ่ดปากขึ้น ดวงตาเรียวสบตาคนข้างๆ อีกครั้ง พร้อมกับขมวดคิ้ว ก่อนที่บังยงกุกจะคลายเรียวแขนจากคอเขาเป็นเลื่อนลงมากุมมือเขา แล้วสอดประสานปลายนิ้วเข้าด้วยกัน
มีนายก็พอแล้ว
เขาทวนคำที่ได้ยินในใจอีกครั้ง พร้อมกับอมยิ้ม ขณะเดินแกว่งแขนพลางกระแทกไหล่คนข้างๆ
"จริงๆ...เปลี่ยนคำนั้นเป็นเลี้ยงข้าวด้วยก็ดีนะฮยอง"
“ฝันไปเหอะว่ะ”
เสียงหัวเราะร่าดังขึ้นอีกครั้ง...แม้มันจะไม่เหมือนตลกอย่างตอนที่หัวเราะขำดาวตลกคิมฮิมชานก็ตามที
แต่ความรู้สึกที่ได้มันกลับอุ่นวาบไปทั้งตัว
พร้อมกับความอิ่มเอมที่อกจนหัวใจพองโตจนอะไรก็แทบเทียบไม่ได้
.
.
ไม่ต้องรีบโต
ไม่ต้องรีบเป็นผู้ใหญ่
ขอแค่นายเป็นนาย เท่านั้นก็ช่วยได้มากพอแล้ว
The way we are End.
ด้นนนนนนนนนนนนนนมากกกกกกกกกกกกกกกกกก
แต่ความรู้สึกที่ได้มันกลับอุ่นวาบไปทั้งตัว
พร้อมกับความอิ่มเอมที่อกจนหัวใจพองโตจนอะไรก็แทบเทียบไม่ได้
.
.
ไม่ต้องรีบโต
ไม่ต้องรีบเป็นผู้ใหญ่
ขอแค่นายเป็นนาย เท่านั้นก็ช่วยได้มากพอแล้ว
The way we are End.
ด้นนนนนนนนนนนนนนมากกกกกกกกกกกกกกกกกก








